รัชกาลที่ ๕ กับจังหวัดตราด


ก่อนเสียเมือง

ก่อนที่เมืองตราดจะตกไปเป็นของฝรั่งเศสในปี พุทธศักราช ๒๔๔๗ นั้น สมเด็จพระปิยมหาราชได้เคยเสด็จประพาส และทรงเยี่ยมประชาชนจังหวัดตราดมาแล้วถึง ๘ ครั้ง คือ ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๑๙,๒๔๒๕,๒๔๒๖,๒๔๒๗,๒๔๓๐,๒๔๓๒,๒๔๔๔ โดยลำดับ และถ้านับรวมครั้งล่าสุด คือหลังจากที่ได้เมืองตราดคืนมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ เข้าด้วยก็จะเป็น ๙ ครั้ง หลักฐานที่จะยืนยันข้อความนี้ ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์จดหมายเหตุเสด็จประพาสจันทบุรี ปี พ.ศ. ๒๔๑๙ และพระราชหัตเลขาเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออกปี ๒๔๒๕,๒๔๒๖,และปี ๒๔๒๗

ส่วนที่ปรากฎในจดหมายเหตุและพระราชหัตถเลขา ก็มีหลักฐานลายพระหัตถ์จารึกพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร.ไว้ที่แผ่นหินที่น้ำตกธารมะยม และน้ำตกนนทรีย์ บนเกาะช้าง คือ ปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ,๒๔๓๒,และ ๒๔๔๔ ข้าพเจ้าขอคัดข้อความในจดหมายเหตุเสด็จประพาสเมืองจันทรบุรี ตอนที่เสด็จถึงเกาะช้างครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ หรือจุลศักราช ๑๒๓๘ มาประกอบดังต่อไปนี้


เสด็จประพาสจังหวัดตราด อนึ่ง ถ้าจะว่าไปก็คล้ายกับที่ปีนัง (หรือเกาะหมาก) คิดเอาเกาะช้างเป็นปีนัง เอาฝั่งแขวงเมืองตราดเป็นปรอวินเวลศลี ดูเหมือนที่โน้นจะใกล้กว่านี้แต่ไม่มากนักที่เขาซึ่งเป็นที่อยู่เลบเตอร์แนนต์เกาวนานั้น ที่เชิงเขาใกล้ทางจะขึ้นไปมีน้ำตกเหมือนกันแต่น้ำน้อยมากลำธารนั้นก็สั้นกว่านี้ ที่อ่างรองนั้นเขาก่อเสริมพอกันขังไว้ได้มาก แล้วเจาะเอาท่อติดฝังเป็นรางมาใช้ได้ทั่วบ้านทั่วเมืองตลอดปีไม่มีขาดเลย พวกเราที่ไปพากันไต่ขึ้นไปบนเขา เมื่อเวลาบ่ายขึ้นไปเห็นรอยตีนสัตว์ต่าง ๆ มีอยู่ที่ศิลาก็มาก เป็นรอยต้นเสือใหญ่ก็มีหลายรอย แล้วให้กระลาสี ๒ คน ขึ้นไปนั่งคอยระวังทางต้นไม้บนยอดเขา พระนายไวยขึ้นไปด้วยเห็นรอยตะกายดินใหม่ๆ เขาดูว่าเหมือนเสือ ด้วยเวลากินน้ำ ตื่นเสียงโห่ก็ตะกายดินใหม่ ๆเราคิดว่าเราได้ไปที่นั้นถึง ๒ ครั้ง ไม่มีสิ่งไรเป็นสำคัญ จึงคิดว่าทำเกรน ( กองศิลาเป็นที่ระลึก)แต่จะทำโตก็ไม่ได้คนไปน้อย ที่ก็เล็ก จึงให้จมื่นสราภัย กรมพิชิตพระนายไวยกรมอดิสร กับกลาสี ๒ คน ช่วยจนศิลาก้อนเล็ก ๆบ้าง ใหญ่บ้าง เราเอากระดาษของกรมนเรศร์ เขียนหนังสือในหนังสือนั้นว่า " เราสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม รัชกาลที่ ๕ ได้มาถึงที่นี้ ๒ ครั้ง ๆ หนึ่งเมื่อปีระกา เบญจศก จุลศักราช ๑๒๓๕ กับครั้งนี้วัน๔ 12 ค่ำ ปีชวด อัฐศก ศักราช ๑๒๓๘ เราทั้งปวงบรรดาที่มาพร้อมกันได้ลงชื่อไว้ในท้ายหนังสือนี้
แล้วพระนายไวยศรัทธา ให้ตลับยาสูบนอกตลับหนึ่งมาวางหนังสือลงในนนั้นแล้วบรรจุไว้ในถ้วยน้ำชาของเรา ซึ่งมีตรา เอาจานปิดข้างบนตั้งลงบนพื้นเขาแล้วศิลาก้อนใหญ่้บ้างเล็กบ้างกองทับไว้ ที่ตั้งเกรนนี้อยู่บนฉง้อนศิลาที่เราไปนั่ง แต่เรานึกกลัวอยู่หน่อยหนึ่งว่าถ้าใครรู้เข้าแล้วจะไปรื้อเอาตลับไปกินเสีย อนึ่งเราออกชื่อกรมวิชิต ลืมพูดไปว่า ได้ไปถึงเมื่อไร กรมพิชิตนั้นลงเรือลำที่เราว่าไว้ก่อนว่า มีเรืออีกลำหนึ่งไปกับเทวาธิราช หลวงศัลยุทธ คุณแพ อ้ายเที่ยง ไชยันต์ แต่อ้ายเที่ยงกับเทวาธิราชนั้น หอบผ้านุ่งอาบน้ำเครื่องแต่งตัวกับขันไปด้วย คุณแพพอไปถึงก็อาบน้ำเครื่องแต่งตัว แต่พวกเราที่ไปไม่มีใครได้อาบ เมือกำลังก่อเกรนเกือบจะแล้วนั้น ท่านกลางกับเจ้าพวกเรือเขจรขึ้นไปถึง สักครู่หนึ่งกาพย์กับทหาร ๒ คน เดินโซเซไป แต่กาพย์นั้นกางเกงเปื้อนเปรอะเต็มที ถามเขาว่าเดินทางบก ตั้งแต่พลับพลาคลองมัทรี ไปทางแคบกว้างสักศอกเศษ ๆ มีบ้านราย ๆ ไปสัก ๒๐ บ้าน ต้องข้ามห้วยเล็ก ๆ ๒ ่แล้วจึงข้ามไปถึงลำธารคลองมะยม ต้องลุยน้ำไปทางตั้งแต่พลับพลาถึงน้ำตกประมาณ ๒๕๐ เส้น กาพย์ไปถึงประเดี๋ยวนี้ พวกเราก็พากันมาพบ กมลาศ หมอสาย หลวงพินิจ(๗๓)หลาน(๗๔) เจ้าเพ่านายพิน(๗๕) กับทหารอีกหลายคน ที่ต้องทางเกือบจะถึงน้ำตก แล้วพากันเดินกลับมาพบอาลบาสเตอร์กับหมอ(๗๖) ที่ท่าแล้วพวกลำเราก็ลงเรือ เอากาพย์กับเจ้าเพ่งมาด้วย ๒ คน แต่พวกเรานั้นต้องคอยเรืออยู่ เราออกมาถึงปากคลอง น้ำลดน้อยลงเรือติดออกไม่ได้ กระลาสีลงลากเรือก่อนก็ยังไปไม่ได ครววนี้ผู้ดีีต้องลงด้วยกันหมด เว้นแต่เราคนเดียวนั่งมาในเรือสบาย เรือออกถึงปากคลองพากันขึ้น พบเรือเจ้าพระยาภานุวงศ์คอยอยู่ที่ปากคลอง เราชวนกันตีกันเชียงพูดกันมา จนถึงเรืออรรคราชเวลาย่ำค่ำครึ่ง แต่ยังไม่มืดทีเดียว
อนึ่ง กรมพิชิตเขาทำโคลง ว่าด้วยเกาะช้างหลายบท

   พระราชประวัติย่อ
     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเราถวายสมัญญาว่า
    ประปิยมหาราชหรือพระพุทธเจ้าหลวง พระองค์ประสูติเมื่อปีฉลู วันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ
    ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๙๖ ( ร.ศ.๗๒) ได้ทรงรับบรมราชาภิเษกเมื่อวันพุธ
    เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๑ (ร.ศ.๘๗)
    เมื่อพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา และเสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๕ ค่ำ ปีจอ ตรงกับ
    วันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ ( ร.ศ.๑๒๙) เมื่อพระชนมายุได้ ๕๘ พรรษา รวมรัชกาล
    ได้ ๔๓ ปี  พระองค์เป็นพระเจ้าลูกเธอ องค์ที่ ๙ ของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงพระนามว่า
    สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ได้ทรงรับสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ
    เมื่อพระชนมายุได้ ๙ พรรษา และต่อมาอีก ๔ ปี  ก็ได้ทรงรับสถาปนาเป็นกรมขุนพินิต
    ประชานารถ ทรงเริ่มศึกษาอักขรสมัยกับพระราชวรวงค์เธอ  พระองค์เจ้าบุตรี
    ซึ่งเป็นขัตติยนารีที่รอบรู้ในอักขรสมัยและโบราณราชประเพณี ทรงศึกษาภาษาบาลี
    กับหลวงราชาภิรมย์ (เปี่ยม) ซึ่งภายหลังได้เป็น พระยาปริยัติธรรมธาดา ทรงศึกษาวิชายิงปืน
    กับ  พระยาอภัยศรเพลิง ,วิชามวยปล้ำ และกระบี่กระบอง กับหลวงมลโยธานุโยค วิชาทางม้า
    กับ หม่อมเจ้าสิงหนาท วิชาทางช้างกับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบำราบปรปักษ์ วิชาภาษาอังกฤษ
    กับหญิงอังกฤษคนหนึ่ง ชื่อนาง ลีโอโนเวนซ์ หมอจันดเล อเมริกัน และนายแปตเตอรสัน
    ส่วนวิชารัฐศาสตร์ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฝึกฝนให้ด้วยพระองค์เอง ทรงเริ่มรัชกาล
    ด้วยความไม่แน่นอน และยากลำบาก ความยากลำบากนี้มีมาตั้งแต่ก่อนทีจะทรงรับรัชทายาท
    เพราะในเวลานั้น มีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์จริง ๆ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
    วังหลวง  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นวังหน้า การที่มีพระเจ้าอยู่หัววังหลวง
    พระบาทสมเด็จ  พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้สูงทางคำนวณ,ดาราศาสตร์ ตลอดจน
    โหราศาสตร์  เวลาพระบรมวงศานุวงศ์และมุขมนตรีไปเชิญเสด็จมาครองราชสมบัิติ 
     ก็ได้คำนวณดวงชะตา ของพระอนุชา คือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ซึ่งตัวเลข
     บอกชัดว่า จะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงดำริว่า
     " เมื่อดวงชะตาบอกว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์  จะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว
     ถ้าไม่ตั้งให้เป็นพระเ้้จ้าแผ่นดินเสียด้วย พระชนม์ของพระองค์เอง อาจจะสั้นไปได้
     "จึงได้้พระราชทานพระบวรราชาภิเษกให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์
      เป็นพระเจ้าแผ่นดินอีกองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว"
      อันที่จริงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นพระอนุชาร่วมพระราชมารดา
      กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ แต่ถึงกระนั้นสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นั้นทรงรักใคร่
      พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มาแต่ยังทรงพระเยาว์ถึงกับออกพระโอษฐ์
      รับสั่งทำนายไว้ว่า จะเป็นที่พึ่งแก่วงศ์ญาติทั้งหลายได้  อนึ่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ
      ก็เสด็จสวรรคตก่อนพระบาทสมเด็จพระจอม ๓ ปี ปัญหาทางวังหน้า จึงเป็นอันระงับไป
      ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น มีเรื่องที่ควรศึกษามากทั้งในการ
      ที่สูญเสียและในทางที่ได้มา ในทางสูญเสียคือการสูญเสียดินแดนซึ่งมิใช่ความผิดของ
      พระองค์  หรือของรัฐบาลในเวลานั้นแต่เป็นเรื่องเหตุสุดวิสัย ไม่มีใครสามารถจะป้องกันได้
      เราต้องเสียดินแดน ไปตั้งครึ่งประเทศ ด้วยเหตุอย่างเดียว คือ เราเป็นประเทศเล็ก
      ก็มีกำลังน้อยไ่ม่สามารถจะทนทาน กำลังอันยิ่งใหญ่ที่บีบบังคับเรา ส่วนในทางที่ได้มานั้น
      เราได้มากในรัชกาลนี้มาตั้งแต่พลเมือง ได้รับสิทธิเป็นมนุษย์ เปลี่ยนสภาพ
      จากความเป็นสัตว์พาหนะ ซึ่งชนชาติไทยต้องเป็นเวลา ๕๐๐ ปี
       เราได้ระเบียบการปกครองใหม่ ได้การศึกษา ได้ศาลยุติธรรม ได้การคมนาคม
       และทำนุบำรุงอย่างใหม่  ประเทศไทยย่างขึ้นสู่ศักราชใหม่ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ นี้มา

      (ข้อความข้างบนนี้  คัดมาจากหนังสือประวัติศาสตร์สากล เล่ม ๕
        ของหลวงวิจิตรวาทการ พ.ศ. ๒๔๙๓)สำหรับพระราชกรณียกิจ
        โดยละเอียดอันเป็นคุณแก่ประเทศชาติอย่างมหาศาลนั้น เป็นที่ทราบกันอย่างแพร่หลาย
       และมีปรากฏอยู่ในหนังสือต่าง ๆ มากมาย
    

 

       โคลงสุภาษิต บทพระราชนิพนธ์ ของพระองค์ 
      
         ฝูงชนกำเนิดคล้าย           คลึงกัน
         ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ      แผกบ้าง
         ความรู้อาจเรียนทัน          กันหมด 
         ยกแต่ชั่วดีกระด้าง            อ่อนแก้  ฤาไหว

   • พระปิยมหาราช

   พระราชสมภพ
   เสด็จขึ้นครองราชย์
   บรมราชาภิเษก
   สวรรคต
   ระยะทรงครองราชย์
๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖
๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑
๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑
๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ (๕๗ พรรษา)
พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓ (๔๒ ปี)