เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา

วัดบุปผาราม

วัดบุปผาราม ตั้งอยู่ที่ ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดตราด จากหลักฐานทะเบียนที่กรมศาสนาระบุว่าวัดนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ชื่อของ วัดบุปผาราม นั้นนอกจากจะใช้เรียกเป็นทางราชกาลมาแต่เดิมแล้ว ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงยังยังเรียกชื่ออื่นแตกต่างกันไป ซึ่งชื่อที่เรียก แตกต่างกัน ไปนี้จะเรียกกันตาม ลักษณะของที่ตั้งและสภาพแวดล้อม อีก 3 ชื่อด้วยกันคือ วัดเนินหย่อง เพราะวัดนี้ตั้งอยู่บนเนินที่มีต้นไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อต้นหย่อง ขึ้นอยู่จำนวนมาก วัดปากทาง เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ตรงปากทางที่ใช้เดินทางออกจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันตก วัดปลายคลอง เป็นชื่อที่นิยมเรียกกันมากที่สุด เพราะเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านปลายคลอง (หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ที่ปลายคลองบางพระ) ส่วนสาเหตุที่เรียกวัดบุปผารามนั้น ชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่า เมื่อก่อนนี้ในหมู่บ้านและบริเวณวัดมีพันธุ์ไม้ดอก ไม้ผลนานาชนิดออกดอก ออกผลตามฤดูกาล ล้วนมีสีสันสวยงาม ส่งกลิ่นหอมกระจายไปทั่วโดยเฉพาะในบริเวณวัดยังมีพันธุ์ไม้ที่ใช้ทำยาไทยและใช้ปรุงน้ำอบ น้ำหอมขึ้นอยู่เป็นอันมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าต่อกันมาอีกว่า ก่อนที่จะสร้างวัดนี้ขึ้นมาได้มีการสำรวจหาที่ก่อตั้งวัด คณะสำรวจได้มา ถึงบริเวณแห่งนี้ ได้กลิ่นของดอกไม้หอมหวลตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ แต่หาต้นไม้ที่มาของกลิ่นไม่พบ จึงมีความเห็นร่วมกันว่าคงเป็น นิมิตหมายที่ดีที่จะสร้างวัดตรงบริเวณนี้ หลังจากสร้างแล้วจึงตั้งชื่อ "วัดบุปผาราม" ซึ่งหมายถึง วัดสวนดอกไม้

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด

พระอุโบสถ

ก่ออิฐถือปูน ผนังด้านนอกสีขาว บานประตูหน้าต่างเป็นไม้ ด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ลายพระพุทธเจ้า ปางแสดงธรรม ลายดอกพุดตาน เพดานเป็นรูปดาว มีลายกลีบบัวซ้อยอยู่ภายใน มีพระประธานคือ "หลวงพ่อโต" เป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเป็นพระพุทธรูปที่พุทธลักษณะพิเศษ คือที่นิ้วมือนิ้วเท้าของท่าน ช่างได้สร้างให้มี ลักษณะต่างจากพระพุทธรูปทั่วไป คือ เป็นสีขาวขุ่น เหมือนมนุษย์ นับเป็นความแปลกที่น่าสนใจยิ่ง

วิหารพระพุทธไสยาสน์

เป็นอาคารชั้นเดียว ภายในประดิษฐานพระปางไสยาสน์ ผนังมีจิตรกรรมฝาผนังเน้นลายดอกไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ปัจจุบันหลุดลอกไป มากแล้ว เขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นฝีมือช่างท้องถิ่นแต่ล้วนแล้วผสมกลมกลืนด้วยศิลปจีน และวรรณคดีจีน แสดงให้เห็นว่า วัดแห่งนี้อาจได้รับการอุปถัมภ์จากชาวจีนที่มาค้าขายแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก (พ่อค้าชาวจีนอพยพทางเรือมาที่เมืองตราด ตั้งแต่สมัยอยุธยา บ้างอพยพจากอยุธยา กรุงเทพฯ เวียดนาม บ้างก็มาจากมาเลเซีย สิงคโปร์)

พิพิธภัณฑ์

เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าไว้มากมายโดยเฉพาะพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นมงคลสูงสุดคู่บ้านเมือง มีพระพุทธรูปทอง บุเงิน พระพุทธรูปปางต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยยุโรป กลองมโหรทึก แสดงให้เห็นถึงการเดินทาง แลกเปลี่ยน วัฒนธรรมระหว่างเมืองท่าชายฝั่งตะวันออก กับเมืองท่าโพ้นทะเลในแถบเอเชียอาคเนย์ข้ามไปไกลถึงซีกโลกตะวันตก พิพิธภัณฑ์เปิด ให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. แต่ช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวจะปิดถ้าต้องการเข้าชมต้องติดต่อเจ้าอาวาส หรือผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์จะอยู่ภายในวัด นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่น่าชมภายในวัด คือ หมู่กุฏิเล็กทรงไทย ที่สร้างได้ถูกต้องตามพระวินัย บัญญัติมีขนาดพอแค่ภิกษุอยู่ได้รูปเดียว เท่านั้น คนในท้องถิ่นเมื่อให้ลูกหลานบวชเรียนที่วัดก็จะสร้างกุฏิให้พร้อม เสร็จแล้วช่วยกันหามแห่มาที่วัดในวันทำพิธีบวช หอสวดมนต์ เป็นศาลาไม้ยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้องเคลือบชั้นเดียว ชายคาปีกนก หน้าบันไม้จำหลักปิดทองลายเทพนม ฝาประกนเสาไม้ แปดเหลี่ยม เจดี์ เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส วิหารฝากระดาน ก่ออิฐ ถือปูน รูปเรือสำเภา เช่นเดียวกับฐานโบสถ์วิหาร สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หลังคาชั้นเดียว ฝาผนังไม้ เป็นต้น

ขอบคุณรูปจาก http://www.paiduaykan.com