ศูนย์ข้อมูลกลาง ม.ท. และจังหวัด
  ผลประเมินการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ
  รายงานผลความสำเร็จตามเป้าหมายผลผลิต/ตัวชี้วัดโครงการ จ.ตราด
  ผลการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัด
  ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP)
  knowlage management (KM)
  แผนสำรองภาวะฉุกเฉิน จังหวัดตราด
  แผนบริหารความเสี่ยงด้าน IT
  ศูนย์ข้อมูลข่าวสารจังหวัด
  ฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS)
  Cockpit   Management
  แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดตราด
  ศูนย์ข้อมูลกลางด้านวัฒนธรรม จ.ตราด
  ฐานข้อมูลยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร

 




 
รูปแบนเนอร์ธนบัตร
 
 
 
 
 

Visitor Number

2717560271756027175602717560271756027175602717560

Thai   Eng


  ประเพณีวัฒนธรรม
    เมืองตราดมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย อุปนิสัยดั้งเดิมของคนตราด เป็นคนใจดีมีเมตตากรุณาสูง เข้มแข็ง อดทน หากเราได้ศึกษาถึงชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษที่ได้สร้างสรรค์สิ่งดีงามเอาไว้ ก็เท่ากับเราได้ช่วยสืบสานวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีคุณค่านี้ไว้ เช่น การแต่งกาย การกินอยู่ กิริยามารยาท ประเพณีที่คนในท้องถิ่นยึดถือปฏิบัติ เป็นต้น

  การแต่งกาย
    การแต่งกายของชาวตราด ได้พัฒนามาตามยุคตามสมัยอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีความใกล้เคียงกับภาคกลางมาก ในอดีตชาวตราดจะนิยมทอผ้าใช้กันเองแทบทุกครัวเรือน แต่ต่อมาเมื่อมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำหน่ายผู้คนจึงนิยมซื้อหามาใช้มากขึ้น ชายฐานะดีนิยมนุ่งกางเกงแพรสีดำเรียกว่า ปังลิ้น (ปังหลิน) ถ้าเป็นคนหนุ่มจะนุ่งกางเกงแพรหลากสีสวมเสื้อคอกลม แขนสั้นแบบเสื้อกุยเฮง แต่ก็ยังมีบางส่วนที่นิยมนุ่งโจงกระเบน และขณะอยู่กับบ้านจะนุ่งกางเกงขาก๊วย ผ้าขาวม้าคาดเอวผู้หญิง เมื่ออยู่บ้าน จะนุ่งผ้าถุงสวมเสื้อคอกระเช้า หรือใช้ผ้าคาดอกกับผ้าโจงกระเบน ส่วนผู้สูงอายุนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอกระเช้า เมื่อไปงานพิธีการต่าง ๆ นิยมสวมเสื้อคอกลมแขนสั้นและเสื้อคอกลมแขนกระบอก
    การแต่งกายของชาวตราดในอดีต เป็นตัวอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลังเรื่องความประหยัดในการเลือกใช้เสื้อผ้าตามฐานะความเป็นอยู่ ตลอดจนรูปแบบการสวมใส่ยังคำนึงถึงวัฒนธรรมอันดีงาม และความเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศของเมืองตราดอีกด้วย

  ประเพณีที่คนในท้องถิ่นยึดถือปฏิบัติ
    ประเพณีที่คนในท้องถิ่นยึดถือปฏิบัติ เป็นวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เช่น ประเพณีเกี่ยวกับการเกิด การบวช การแต่งงาน การปลูกสร้างบ้านเรือน และการตาย ที่แฝงไปด้วยลักษณะขั้นตอน พิธีการ ตลอดจนความเชื่อ ข้อห้ามข้อปฏิบัติ ที่มีคุณค่าควรแก่การบันทึกไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเพื่อสืบทอดคุณลักษณะที่ดีงาม

  การเกิด
    สมัยก่อนการแพทย์แผนปัจจุบันไม่เจริญก้าวหน้าเช่นปัจจุบันนี้ การคลอดบุตรจะคลอดที่บ้านเมื่อมีคนครรภ์แก่ใกล้คลอด ญาติจะไปตามหมอตำแยมาคอยช่วยเหลือดูแลอย่างใกล้ชิด (หมอตำแย คือ หมอที่ทำคลอดซึ่งเป็นคนในหมู่บ้าน) คำสอนที่ปฏิบัติสืบกันมา ระหว่างตั้งครรภ์จะต้องทำจิตใจให้ผ่องใส ทำบุญให้ทาน สวดมนต์ไหว้พระเจริญภาวนา แผ่เมตตาและตั้งจิตอธิษฐานให้ลูกมีอาการครบ ๓๒ ว่านอนสอนง่าย มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใหญ่จะห้ามหญิงตั้งครรภ์กล่าวตำหนิคนที่มีข้อบกพร่องต่าง ๆ เช่น คนพิการ คนที่มีรูปร่างไม่สมประกอบ จมูกใหญ่ ปากแบ้เพราะเชื่อว่าจะมีผลต่อลูกในท้องที่เกิดมาจะเป็นเช่นนั้น ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ห้ามนั่งคาบันไดเชื่อว่าทำให้คลอดลูกยาก หญิงตั้งครรภ์จะต้องระมัดระวังเรื่องการพูดจา กิริยามารยาทเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ในเรื่องอาหารการกินก็มีข้อห้ามมากมาย เช่น ไม่ให้กินของหมักดอง อาหารที่มีรสจัดเกินไปหรือจำพวกเผือกมันจะทำให้ตัวลูกสกปรก
    เมื่อคลอดลูกแล้ว หมอตำแยจะตัดสายสะดือเด็กแต่ก่อนจะตัดสายสะดือต้องดูว่ารกออกหมดแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ออก ต้องเอารก ออกให้หมดก่อน (เพราะรกเปรียบเสมือนปอดของเด็ก) แล้วจึงค่อยตัดสายสะดือ ซึ่งต้องใช้ด้ายมัดไว้ทั้งสองส่วน คือส่วน ที่ติดกับ ตัวเด็กและส่วนที่ติดกับรก ตัดสายสะดือด้วยไม้หลอด (เป็นไม้ตระกูลไม้ไผ่ที่ใช้ทำเป็นหลอดปั่นด้ายสมัยก่อนจึงเรียกว่า ไม้หลอด) เสร็จแล้วจึงนำเด็กไปทำความสะอาด จากนั้นก็เอาผ้าห่อเด็กเพื่อให้เกิดความอบอุ่น ช่วงนี้จะมีญาติผู้ใหญ่เอากระด้ง ที่ปูด้วยผ้ามารับเด็กถ้าเป็นเด็กชาย จะใส่สมุด ดินสอ ไว้ในกระด้งด้วยมีความเชื่อว่าเด็กคนนี้จะได้เรียนเก่ง ถ้าเป็นเด็กหญิงจะใส่เข็มด้ายเชื่อว่าโตขึ้นจะได้เป็นแม่บ้านแม่เรือน คนที่เอากระด้งมารับเด็กนั้นเขาจะเรียกว่า “แม่ทูนหัว”
    เมื่อลูกพ้นท้องแล้ว หมอตำแยจะเอายาประสะผิวมะกรูดเป็นยาขับเลือด ให้แม่กิน ส่วนรกนั้นเอาเกลือโรยแล้วห่อผ้าไป ฝังไว้ ที่ใจกลางเตาไฟใต้แคร่ที่แม่อยู่ไฟ ซึ่งเรียกว่าหม้อรก หม้อราก รกจะแห้งไปเอง หรือนำใส่หม้อดินไปฝังไว้ที่ต้นไม้มีที่มีมงคลนามเช่น ต้นขนุน เป็นที่มาของคำถามว่ามีรกรากอยู่ที่ไหนก็คือ ถิ่นที่เกิดนั่นเอง เมื่อคลอดบุตรแล้วต้องอยู่ไฟ ๗-๙ วัน เพื่อให้ร่างกาย เกิดความอบอุ่นทั้งแม่และลูกการอยู่ไฟจะต้องมียันต์ตรีนิสิงเห และผูกสายสิญจน์ล้อมรอบบริเวณห้องที่อยู่ไฟ คนไปเยี่ยมต้องรู้เคล็ดห้ามพูดว่าร้อนและไม่ให้ทักเด็กว่าน่ารัก ให้ทักว่าน่าเกลียดน่าชัง เป็นต้น
    หญิงหลังคลอดต้องงดของแสลงอย่างน้อย ๔ เดือนได้แก่ ของหมักดอง มะนาว ข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยว ขนมครก และน้ำแข็ง เชื่อว่าหากไม่งดของแสลงจะทำให้เป็นผลเสียแก่ร่างกายเมื่ออายุมาก เช่น หูรูดกระเพาะปัสสาวะเสื่อมทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ถ้าอยู่ไฟน้อยวันเกินไป เมื่อเห็นฝนตั้งเค้าจะมีอาการหนาวสั่น ถ้าต้องการมีน้ำนมมากให้กินแกงเลียงหัวปลี ให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ต้องทับหม้อเกลือ ให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรงต้องเข้ากระโจมอบสมุนไพร และรักษาแผลช่องคลอดด้วยการอบสมุนไพร ความเชื่อที่น่าสนใจอีก เรื่องหนึ่งคือ เมื่อสะดือเด็กหลุดแล้วรักษาแผลสะดือโดยใช้พิมเสนโรยรักษาแผลส่วนสายสะดือนั้นเก็บไว้ เวลาเด็กปวดท้องให้เอาสายสะดือมาฝนกับเหล้าให้เด็กกิน และเมื่อมีลูกคนต่อ ๆ ไปก็จะนำสายสะดือไปเก็บไว้รวมกันเชื่อว่าเด็กจะรัก สามัคคี ไม่รังแกกัน แม้เป็นลูกผู้พี่ผู้น้องที่อยู่บ้านเดียวกันก็จะเอาไว้รวมกันด้วย
    การเกิดลืมตามาดูโลกภายใต้ความอบอุ่นเช่นนี้ประกอบกับความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นภูมิปัญญาถ่ายทอด กันมานับเป็น วิถีชีวิตที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง มิใช่เรื่องเหลวไหล แต่มีเหตุมีผลในตัวเองทุกเรื่องจึงทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่อบอุ่น มีความผูกพันฉันญาติมิตร คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดมา

  การบวช
    ครอบครัวใดมีกุลบุตรอายุครบ ๒๐ ปี มีศรัทธาที่จะอุปสมบทในพุทธศาสนา บิดามารดาจะเป็นผู้นำไปฝากกับเจ้าอาวาสวัดใกล้บ้าน พระอุปัชฌาย์จะเป็นผู้กำหนดวันบวชและตั้งฉายาให้ งานบวชเริ่มก่อนวันเข้าพรรษาราวเดือน ๕ เดือน ๖ เป็นต้นไป ก่อนบวชต้อง นำผู้บวชไปฝากวัดเพื่อฝึกขานนาคและศึกษาวัตรปฏิบัติของสมณเพศอย่างน้อย ๗-๑๕ วัน(นิยมฝากวัดในวันพฤหัสบดีถือว่าเป็นวันครู)
    การจัดงานบวชนิยมจัด ๓ วัน วันแรก เรียกว่า วันสุกดิบ เป็นวันเตรียมอาหารคาวหวานไว้ทำบุญในวันรุ่งขึ้น ส่วนผู้บวชจะต้องไปโกนผม ที่วัด นุ่งห่มสีขาว สวมใส่เครื่องประดับตามฐานะเรียกว่า นาคตอนเย็นทำบุญสวดมนต์เย็นและทำขวัญนาคโดยหมอทำขวัญ ที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้าน (หรือจากที่อื่น) ในพิธีมีฆ้องโหม่ง บายศรีต้น แว่นเทียน เป็นการเรียกขวัญและสอนนาคให้มี ความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา วันที่สอง เป็นวันอุปสมบทเจ้าภาพนิยมถวายภัตตาหารเช้าเพลแด่พระสงฆ์ และนำนาคไปอุปสมบทตอนบ่าย อาหารหวานที่ใช้ในงานบวช ได้แก่ ข้าวเหนียวแก้ว ประกอบด้วยของขาว ๓ อย่างคือ ข้าวเหนียวขาว น้ำตาลทรายขาว กระทิสีขาวแสดงถึงความบริสุทธิ์ และศรัทธาของผู้บวชทั้งกาย วาจา และใจ วันที่ ๓ เป็นวันฉลองพระบวชใหม่ เจ้าภาพต้องเตรียมบายศรีปากชาม ๑ ชุด พานใส่ข้าวตอกดอกไม้มีเทียนปักไว้ ๑ เล่มเพื่อให้พระใหม่จุดขณะเริ่มพิธี (หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสม) ของหวานที่นิยมใช้ได้แก่ ข้าวเหนียวเหลือง ข้าวตอกน้ำกระทิ ซึ่งมีความหมายว่า พระบวชใหม่จะมีความเจริญ ก้าวหน้ามุ่งมั่นศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความบริสุทธิ์ แต่โบราณมาต้องบวชอย่างน้อย ๑ พรรษาขึ้นไปจึงจะลาสิกขาได้

  การแต่งงาน
    เมื่อหนุ่มสาวตกลงใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ฝ่ายชายจะเป็นผู้ไปปรึกษาหารือกับบิดามารดา จัดหาผู้ใหญ่ที่เป็นคนดี มีชีวิตครอบครัวราบรื่น ให้เป็นเฒ่าแก่ไปทาบทาม สู่ขอ หมั้น และแต่งงานตามลำดับ เมื่อฝ่ายหญิงตอบตกลงแล้ว เฒ่าแก่ก็จะหาฤกษ์กำหนดวันหมั้น วันเแต่งงาน ฝ่ายชายต้องจัดเตรียมขันหมากหมั้นประกอบด้วยของหมั้นตามที่ตกลงกันไว้ เช่น เงินสี่หมื่น ทองคำสี่บาท จันอับ สุราและขนมอื่น ๆ ตามสมควร เมื่อเสร็จพิธีแล้วฝ่ายหญิงจะนำขนมไปไหว้ปู่ย่าตายาย ที่เหลือก็แจกญาติมิตรที่มาร่วมงาน
    ขั้นตอนสุดท้ายคือ วันแต่งงาน ฝ่ายชายต้องจัดเตรียมขบวนขันหมาก ประกอบด้วยขันหมากเอก ๔ ขัน เรียกว่า ขันเงิน ขันทอง ขันนาก และขันหมาก ภายในขันแต่ละขันประกอบด้วย ใบเงิน ใบทอง ใบนาก ใบรัก อย่างละ ๙ ใบ หมาก ๒ หรือ ๓ คู่ พลู ๔ เรียง พานถั่ว ง า กิมฮวยและอั้งติ๊ว อ้อย ๒ มัด มัดหนึ่ง ๒ ลำ อีกมัดหนึ่ง ๓ ลำ กล้วย ขนมเปียก (กาละแม) ข้าวเหนียวกวน ขนมทอด พิมพ์ข้าวตอก จันอับ ขาหมู ผ้าไหว้ มี ๒ ชนิด ได้แก่ ผ้าไหว้ผี ใช้ผ้าขาว และผ้าไหว้บิดามารดา สุรา ส้ม มะพร้าวอ่อน ๒ ถาด ๆ หนึ่ง ๒ ผล อีกถาดหนึ่ง ๓ ผล เทียน จะมีขนมและผลไม้อื่น ๆ อีกก็ได้ แต่ละชนิดต้องจัดเป็นคู่ ๆ
    ส่วนฝ่ายหญิงเป็นผู้จัดเตรียมภัตตาหารเช้าถวายพระภิกษุสงฆ์เพื่อเป็นสิริมงคล และอาหารสำหรับต้อนรับแขกในวันแต่งงาน ใช้อาหารคาว หวานที่มีชื่อหรือลักษณะที่เป็นมงคล ได้แก่ ขนมชั้น ข้าวเหนียวเหลือง ขนมจีน วุ้นหน้า ขนมฟัก ทองหยิบ ทองหยอด ฯลฯ และเป็นผู้เตรียมพิธีไหว้เทวดา ไหว้ผีบรรพบุรุษ โดยแบ่งขนมในขบวนขันหมากและผลไม้ไหว้เทวดา ใช้ผ้าขาวจากขันหมาก ๑ ผืน หมากพลู ๔ คำ เงิน ๔ บาท ขนมจีนแกงไก่ ขนมเปียก ข้าวเหนียวกวน และจันอับ อย่างละ ๔ กอง สำหรับไหว้ผี นำของทั้งหมดวางบนใบตองทางสวย ๆ จำนวน ๓ ทาง ให้ญาติฝ่ายหญิงเป็นผู้ไหว้ผีเชิญ ให้มารับเครื่องสังเวย และรับทราบงานมงคลของลูกหลาน เพื่อจะได้ช่วยคุ้มครองให้ลูกหลานที่อยู่ข้างหลังอยู่เย็นเป็นสุข
    อาหารที่มีชื่อและลักษณะไม่เป็นมงคล ไม่นิยมใช้ในงานแต่งงาน ได้แก่ อาหารประเภทยำ ต้มยำ ห่อหมก ฯลฯ ผลไม้ที่มีขน มีหนาม ได้แก่ ทุเรียน เงาะ ระกำ มังคุด เป็นต้น

  ประเพณีการปลูกบ้านสร้างเรือน
    “ บ้าน ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา ชาวตราดจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษในการปลูกบ้านสร้างเรือน เริ่มตั้งแต่ เลือกสถานที่ เลือกชนิดไม้ที่จะนำมาใช้ปลูกบ้าน เลือกวันดี ก่อนลงมือปลูกบ้าน ช่างจะเป็นผู้วางผังบ้านโดยเลือกทิศทางที่เป็นมงคล โดยไม่นิยมหันหน้าบ้านไปทางทิศทั้ง ๘ เมื่อวางผังบ้านเรียบร้อยแล้ว ก่อนขุดหลุมฝังเสาต้องทำพิธีเซ่นเจ้ากรุงพาลี โดยขดกาบกล้วยเป็นรูปสามเหลี่ยม เรียกว่า “บาน” ไปวางไว้กลางผังบ้าน โดยขุดหลุมเป็นสามเหลี่ยมและเอาบานวางลงในหลุม ทำกระทงใส่ผักพล่าปลายำ แล้วนำไปวางที่บานทั้งสามมุม ใส่เงินค่าครูหกสลึง ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง ๑ สำรับ สำหรับผู้ทำพิธีเซ่นเจ้ากรุงพาลีจะต้องเป็นคนดีมีศีลธรรม มีสัจจะ ซื่อสัตย์ และได้เล่าเรียนมาจากบรรพบุรุษ ในวันทำพิธีจะนุ่งห่มด้วยผ้าขาวคล้ายพราหมณ์ เพื่อบอกกล่าวเจ้ากรุงพาลีให้มารับเครื่องเซ่นไหว้และขอท่านช่วยคุ้มครอง ให้การปลูกบ้านเป็นไปด้วยความราบรื่นอยู่เย็นเป็นสุข เสร็จพิธีแล้วเอาดินกลบหลุมบาน
    ตอนเย็นจะเตรียมขุดหลุมเสาบ้านทั้งหมดไว้แล้วนำเสามาวางไว้ใกล้ ๆ ปากหลุม จะหันหัวเสาไปทางทิศใดต้องไม่ตรงกับทิศผีหลวงประจำวันนั้น ๆ พอเช้ามืด ช่างปลูกบ้านจะเริ่มทำขวัญเสา นิยมนำใบบัว ขี้วัวดำ ใบเงิน ใบทอง เงิน ใส่ก้นหลุม พร้อมด้วยขนมต้มขาวและขนมต้มแดงสำหรับไหว้ครู ๑ สำรับ อาศัยฤกษ์ที่เป็นสิริมงคล ๓ ฤกษ์ คือ อรุโณ (ยังมืดอยู่) อรุณยโข (สว่างพอดี) อรุณยกาลัง (ตะวันขึ้นเต็มดวง)
    เสาแรก เสาขวัญ คือ เสาที่อยู่ทางทิศตะวันออก ปัจจุบันเรียกว่า เสาเอก เสาโท ต้นหนึ่งเรียกว่า เสาแรก อีกต้นหนึ่งเรียกว่า เสาขวัญ เสาทั้ง ๒ ต้นนี้ก่อนลงหลุมจะนำต้นกล้วย ต้นอ้อย สร้อยทอง แหวน เงิน (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ประดับหัวเสา ส่วนเสาแรกใช้ผ้าขาวม้า-เสื้อ และเสาขวัญใช้ผ้าถุง-เสื้อ หุ้มต้นกล้วย ต้นอ้อยให้ติดกับหัวเสา เสร็จแล้วจึงยกเสาแรกเสาขวัญลงหลุมและตามด้วยเสาต้นอื่น ๆ จนครบทุกต้น เสร็จแล้วจึงใส่เครื่องบน มุงหลังคา ปูพื้น กั้นฝา ตามลำดับ
    ช่างปลูกบ้านในอดีตจะต้องมีความรู้เรื่องเรื่องฤกษ์ยาม และฤกษ์ที่เป็นมงคล เชื่อว่าถ้าปลูกบ้านฤกษ์ไม่ดี สถานที่ไม่ดี เช่น คร่อมตอ หันหน้าขึ้นเนิน หันหน้าบ้านไปทางทิศใหญ่จะทำให้คนในบ้านอยู่ไม่มีความสุข ทำมาหากินไม่คล่องตัว

  การจัดงานศพ
    ถ้าคนในครอบครัวป่วยหนัก ญาตินิยมนิมนต์พระมาสวดเจริญอายุจนครบ ๓ เย็น รุ่งขี้นจะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้พบพระ รับศีล ฟังธรรม ทำจิตใจให้สงบ และเชื่อว่าเมื่อเสียชีวิตลงวันใดจะไปสู่สุคติภูมิการจัดงานศพจะนิยมตั้งศพ ไว้ที่บ้าน ถ้าเป็นศพผู้สูงอายุจะจัดให้อย่างสมเกียรติ โดยหาช่างฝีมือมาทำร้านม้าเป็นฐานรองรับโลงศพจำนวน ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้นตามฐานะของผู้ตาย แต่ละชั้นของร้านม้า จะฉลุกระดาษสีเป็นลายไทยประดับประดาอย่างสวยงามในงานบำเพ็ญกุศลศพ เจ้าภาพจะจัดถวายอาหารเช้า-เพล แด่พระสงฆ์ทุกวัน กลางคืนมีสวดพระอภิธรรม สวดคิริมานนท์สูตรแปล หรือสวดสังคหะส่วนผู้ที่มาร่วมงานศพจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีทุกมื้อ และในคืนสุดท้ายนิยมเลี้ยงขนมปลากริม
    ส่วนอาหารที่ไม่นิยมใช้เลี้ยงในงานศพ ได้แก่ ขนมจีน หน่อไม้ ทุเรียน เนื่องจากมีความเชื่อว่า ของที่มีเส้นยาวจะทำให้มีการตายติดต่อกันยืดยาว และของที่เป็นหนาม มีหน่อจะทิ่มแทงทำให้คนที่อยู่ข้างหลังไม่มีความสุข

  ประเพณีส่วนสังคมหรือส่วนประชุมชน     หมายถึง ประเพณีที่ส่วนรวมของสังคมที่คณะบุคคลหรือกลุ่มคนในสังคมจัดขึ้นอันเป็นผลมาจากแนวคิด ความเชื่อ ปรัชญาสังคมที่รับสืบทอดกันมาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่คนในสังคม หรือเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงประจำเทศกาล เช่น ตรุษสงกรานต์ เทศกาลเข้าพรรษา การทำขวัญข้าว ทอดกฐิน ลอยกระทง ซึ่งนำมากล่าวเป็นเดือน ๆ ดังนี้

  เดือน ๕ ตรงกับประเพณีตรุษสงกรานต์     ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย วัดต่าง ๆ ในจังหวัดตราดจะทำบุญติดต่อกัน หลายวันและกำหนดให้วันหนึ่งเป็นวันทำบุญฉลองทราย วัดที่อยู่ในละแวกเดียวกันจะกำหนดวันฉลองทรายไม่ให้ตรงกัน เพื่อจะได้นิมนต์พระวัดใกล้เคียงมาร่วมงานทำบุญฉลองทรายด้วย

  การทำบุญฉลองทราย เป็นอุบายของบรรพบุรุษที่สอนให้ลูกหลานขนทรายไปคืนวัด เนื่องจากทุกคนที่ไปวัด ได้เคยไป เหยียบเอาดินเอาทรายของวัดออกไป เกรงว่าจะเป็นบาปติดตัว ดังนั้น ก่อนวันทำบุญฉลองทราย ๑ วัน ชาวบ้านทั้งคนแก่ หนุ่มสาว และเด็ก จะช่วยกันขนทรายมาก่อเป็นเจดีย์ นำธงสีต่าง ๆ มาประดับ และวันรุ่งขี้นจะมาร่วมทำบุญฉลองทราย วันนี้จะมีคนมาทำบุญ มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา บางวัดหลังจากทำบุญแล้วชาวบ้านจะชวนกันเล่นสะบ้าล้อ หรือนัดหมายกันอยู่สรงน้ำพระผู้ใหญ่ เสร็จแล้วจะชักชวนกันไปรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ในครอบครัวตนเองหรือผู้เคารพนับถือในหมู่บ้านต่อไป

    นอกจากนี้ บางหมู่บ้านยังมีประเพณีขอทานโดยชาวบ้านจะนัดหมายรวมกลุ่มกัน

  ไม่จำกัดเพศและจำนวน เดินขอทานไปตามหมู่บ้านของตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อนำเงินถวายวัด มีการร้องเพลง ใช้ฉิ่ง กลอง โทน กรับ ให้จังหวะ

  เนื้อร้องเพลงขอทาน
    สร้อย) เอิ๊ง เออ เอิ่ง เออ เอิ้ง เอย ….
ฉันมานั่งจองจ๋อร้องขอทาน ร้องขอกับคนชาวบ้านๆ ขอทานเอาไปเข้าวัดเข้าวา ทำบุญเดือนห้า เทศกาลสงกรานต์ ทำบุญสักนิดอย่าคิดมาก บ้านโน้นบอกเล่าให้เข้ามานี่ คงไม่เสียทีคงเป็นการ เมื่อฉันมานั่งร้องขออยู่หน้าบ้าน เชิญแม่ให้ทานหน่อยจะเป็นไร เอิ้ง เอย เอิ่ง เออ เอิ้ง เอย ลูกคู่รับอีกครั้งจนจบตั้งแต่ต้น
ฉันเปรียบเหมือนลูกไก่อยู่ใต้ถุน เชิญแม่โปรยข้าวสาร ทำทานบุญสักหน่อยจะเป็นไร เอิ๊ง เอย เอิ่ง เอย เอิ้ง เอย เชิญแม่โปรยข้าวสารทำทานบุญ เชิญแม่โปรยข้าวสารทำทานบุญ
เชิญแม่คุณจะเป็นไร เอิ้ง เอย เอิ่ง เอย เอิ้ง เอย

  บทให้พร     ห้ทานแล้วนั้นขอให้พรๆ ให้สุขถาวรในภายภาคหน้า เมื่อจะนึกสิ่งใดก็ขอให้ได้สิ่งนั้น สารพันขอให้ได้สมปรารถนา ฉันเอาไปก็เอาไปวัดเอาไปวา ขอให้ได้ทำบุญเอ้อเอยในศาสนา

  เดือน ๕ ต่อเดือน ๖ มีเทศน์มหาชาติ     ซึ่งช่วงนี้เป็นฤดูผลไม้ ชาวบ้านจึงได้นำผลไม้ชนิดต่าง ๆ มาตกแต่งบริเวณพิธี สมมติให้เป็นป่าหิมพานต์ ในคืนก่อนวันเทศน์มหาชาติต้องนิมนต์พระมาเทศน์คาถาพัน (เทศน์มหาชาติเป็นภาษาบาลี)ใช้เทียน ๑,๐๐๐ เล่มบูชาคาถาพันและทำน้ำมัน น้ำมนต์ วันรุ่งขี้นทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์และเริ่มเทศน์กัณฑ์ที่ ๑ ถึงกัณฑ์ที่ ๑๓ เมื่อการเทศน์จบลง ผู้ที่อยู่ในบริเวณพิธีจะนำผลไม้ไปกิน นำน้ำมนต์ น้ำมันไปดื่มไปทา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

  เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันวิสาขบูชา     ชาวบ้านจะห่อขนมจ้างหรือขนมต่าง ๆ ไหว้บรรพบุรุษ โดยใช้ข้าวเหนียวขาวแช่กับน้ำด่างที่ได้จากขี้เถ้าไม้โกงกาง แล้วนำมาห่อด้วยใบเละเป็นรูปสามเหลี่ยมมีสี่มุม มัดเป็นพวง แล้วนำไปต้มให้สุก จิ้มน้ำตาลอ้อย หรือใส่น้ำเชื่อมรับประทาน ในวันนี้ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองจะมีประเพณีการแข่งเรือด้วย

  เดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำ สารทขนมจ้าง     ชาวบ้านจะห่อขนมจ้างหรือขนมต่าง ๆ ไหว้บรรพบุรุษ โดยใช้ข้าวเหนียวขาวแช่กับน้ำด่างที่ได้จากขี้เถ้าไม้โกงกาง แล้วนำมาห่อด้วยใบเละเป็นรูปสามเหลี่ยมมีสี่มุม มัดเป็นพวง แล้วนำไปต้มให้สุก จิ้มน้ำตาลอ้อย หรือใส่น้ำเชื่อมรับประทาน ในวันนี้ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองจะมีประเพณีการแข่งเรือด้วย

  เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันอาสาฬหบูชา     ตอนเช้าพุทธศาสนิกชนจะทำบุญตักบาตร ฟังธรรม รักษาศีล ตอนค่ำเวียนเทียน

  เดือน ๙ กลางเดือน เทศกาลสารทจีน     คนจีนเซ่นไหว้บรรพบุรุษด้วยขนมมัดไต้ ขนมเทียน ซาแซ โง้วแซ ชิกแซ (ไหว้ด้วยของคาว ๓ อย่าง ๕ อย่าง ๗ อย่าง เช่น หมู ไก่ เป็ด กุ้ง ปู ไข่ต้ม หรือหมึกแห้ง) ตามฐานะ ข้าว อาหารหวานคาว คนไทยไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษ ตามความเชื่อ การเซ่นไหว้ไม่ใช้อาหารประเภทแกงเพราะมีรสเผ็ดร้อน

  เดือน ๑๐ สิ้น เทศกาลสารทไทย     แต่เดิมชาวบ้านจะกวนกระยาสารท เพื่อนำไปทำบุญถวายพระตามประเพณีโบราณ จะกวนกระยาสารทกันแทบทุกบ้าน เพื่อให้เหลือเก็บไว้เลี้ยงลูกหลานในครอบครัวได้นาน ๆเทศกาลนี้ชาวบ้านมีความเชื่อว่า ยมบาลจะถือศีล ๓ วัน ปล่อยให้เปรตและวิญญาณทั้งหลายเป็นอิสระมีโอกาสได้รับส่วนบุญส่วนกุศล พุทธศานิกชนพร้อมใจกันไปทำบุญที่วัดและบังสุกุลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ดังนั้นการกวนกระยาสารทจึงได้สอดแทรกภูมิปัญญา ความเชื่อที่ว่าต้องใส่ส่วนผสม ๓๒ อย่าง ๑๐๘ อย่าง เช่น ถั่ว งา ข้าว น้ำตาล พืชประเภทหัวนานาชนิด และผลไม้นั้น ซึ่งนอกจากจะอร่อยแล้วยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคภัยที่มักเป็นในเดือนนี้อีกด้วย

  ปลายเดือน ๑๐ ถึงเดือน ๑๑ พิธีทำขวัญข้าวไหว้แม่โพสพ     ในเดือนนี้ข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง ชาวนาจะทำพิธีไหว้แม่โพสพ โดยนำเอาเฉลว ไปมัดไว้กับไม้ระกำที่ปักอยู่ในนา จัดกล้วย อ้อย ส้ม กระยาสารท กระจก หวี น้ำมันใส่ผม ขี้ผึ้งทาปาก น้ำอบ น้ำหอม ใส่ชะลอม นำไปวางไว้ใกล้กับเฉลว โดยให้ผู้หญิงเป็นผู้ทำพิธีกล่าวเชิญพระแม่โพสพ ดังนี้

“แม่โพสพเจ้าขา ไปสู่ป่ากันมาหรือยังเชิญมารับประทานกล้วย อ้อย ส้ม กระยาสารท ให้อิ่มหนำสำราญ และเชิญแต่งตัวให้สวยงาม ขอให้ข้าวเรางามรวงยาว ๆ ได้ลูกข้าวมาก ๆ ”

        หรือบางท้องที่กล่าวว่า

“แม่ศรี แม่โพสพ แม่นพดารา แม่จันทร์เทวี แม่ศรีสุดาขอเชิญขวัญแม่มารับสังเวยเครื่องกระยาหารที่จัดไว้มีส้มสูกลูกไม้ แป้งหอม น้ำมันจันทน์”

กล่าวถึงตอนนี้ให้เอาแป้งหอม น้ำมันจันทน์ลูบทาที่ต้นข้าวตกแต่งให้งามแล้วก็กล่าวพรรณนาไปตามสมควรเป็นความเชื่อที่ชาวนาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่โพสพที่ช่วยดูแลข้าวในนาของตน

  เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ     วันออกพรรษาเป็นวันสิ้นสุดการจำพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน หรือเรียกว่า วันปวารณา คือ เป็นวันที่พระสงฆ์กล่าวคำปวารณา เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้พระรูปใด มีข้อข้องใจเกี่ยวกับวินัยสงฆ์อนุญาตให้บอกกันได้ พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันทำบุญยังวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งจังหวัด ถ้าวัดใดจัดให้มี งานตักบาตรเทโว ผู้ที่มาทำบุญ จะอยู่ช่วยเตรียมงานสำหรับวันรุ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา

  เดือน ๑๑ แรม ๑ ค่ำ ตรงกับวันตักบาตรเทโว     วัดต่างๆในจังหวัดตราดจะจัดงานทำบุญตักบาตหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป เป็นการจำลองเหตุการณ์เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ เชื่อกันว่าในวันนี้พระพุทธเจ้าต้องการเปิดโลกทั้ง ๓ โลก ได้แก่

สวรรค์ มนุษย์ และนรก ให้พุทธศาสนิกชนได้เห็นเป็นรูปธรรม ทางวัดจึงจัดริ้วขบวนอย่างยิ่งใหญ่ ประกอบด้วย นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม เทวดา เหล่าเทพบุตร ที่ลงมาส่งเสด็จจากสวรรค์ และฝูงเปรตที่มาจากนรก ฝูงเปรต คือ ชาวบ้านที่สมัครใจช่วยเหลือ วัดจะตกแต่งร่างกายของตนให้ดูสะดุดตาโดยเขียนตามเนื้อตัว หน้าตา หรือนำกระดาษมาทำเป็นหัวสัตว์ หรือรูปอื่น ๆ ตามต้องการเพื่อใช้สวมหัว โดยมีจุดมุ่งหมายสะท้อนให้เห็นว่า ขณะที่พวกเขาอยู่ในโลกมนุษย์ได้ทำบาปกรรมใดไว้บ้าง เมื่อตายแล้วต้องไปชดใช้กรรมทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพื่อให้คนเกิดความสำนึกที่จะสร้างบุญละเว้นบาปปัจจุบันการตักบาตรเทโว นอกจากให้คติแง่คิดดังกล่าวแก่ชาวพุทธแล้วยังมีผลพลอยได้แก่วัดอีก คือ ได้รับเงินทำบุญสำหรับใช้จ่ายบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอีก ด้วยหลังจากออกพรรษาแล้ว หลายหมู่บ้านในจังหวัดตราดได้กำหนด วันทำบุญตาม โคนไม้ ศาลเจ้า ชายทุ่ง ที่เคารพนับถือในหมู่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัวและการประกอบอาชีพเป็นประจำทุกปี

  เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันลอยกระทง     การลอยกระทงเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจากอดีตโดยเชื่อว่า ใช้กระทงนำเครื่องบูชาไปบูชารอยพระพุทธบาท ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และขอขมาพระแม่คงคา ดังนั้นชาวบ้านและวัดต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้แม่น้ำลำคลองจะร่วมกันจัดงานลอยกระทงขึ้น โดยใช้วัสดุธรรมชาติมาประดิษฐ์กระทง

  เดือนยี่ต่อเดือนสาม เทศกาลตรุษจีน     ชาวตราดที่มีเชื้อสายจีนจะเตรียมขนม และเครื่องเซ่นไหว้ สำหรับไหว้เจ้า เจ้าที่ และ บรรพบุรุษ โดยจัด ดังนี้ ไหว้เจ้าและเจ้าที่ ใช้ขนมมัดไต้ ขนมเทียน ขนมเข่ง ซาแซ โง้วแซ ชิกแซ ตามฐานะ และผลไม้มงคล ไหว้บรรพบุรุษใช้ข้าวสี่ถ้วย สำรับอาหารคาวหวาน ขนมมัดไต้ ขนมเทียนขนมเข่ง และผลไม้ ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบกันมาเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีโดยเชื่อว่าบรรพบุรุษจะคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุขทำมาค้าขึ้น

ประเพณีที่ชาวตราดถือปฏิบัติสืบทอดกันมา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาทั้งสิ้น สอดแทรกสาระคุณธรรม ความเชื่อนับเป็นวิธีการอันแยบยลของบรรพบุรุษซึ่งแสดงให้เห็นภูมิธรรม ภูมิปัญญาในการสั่งสอนลูกหลาน โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ

แผ่นดินตราดได้กำเนิดขึ้นและดำรงอยู่ ในประวัติศาสตร์ชาติไทยมานานหลายศตวรรษ บรรพบุรุษ ได้ร่วมกันสร้างวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีงาม ด้วยภูมิปัญญาด้วยความรักและหวงแหนในแผ่นดินเกิด ผลงานที่พากเพียรสร้างสืบต่อกันมา คือมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดตราดในปัจจุบันกว่าถนน แห่งชีวิตของบรรพบุรุษจะทอดยาวส่งพวกเรามาจนถึง ณ จุดนี้ ต้องฝ่าฟันห้วงเวลาแห่งทุกข์และสุขมาเนิ่นนาน หากบรรพบุรุษเหล่านั้นมีทิพยญาณหยั่งรู้ คงปิติที่ได้เห็นลูกหลานยังคงธำรงวัฒนธรรมอันดีงามของจังหวัดตราด และดำรงตนอยู่อย่างสมศักดิ์ศรีบนผืนแผ่นดินตราด

* * * * * * * * * * *

ที่มา หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดตราด 2543



เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดตราด

  วัฒนธรรมและประเพณี
    แผ่นดินเมืองตราด เป็นถิ่นที่อยู่ของคนหลากหลายเชื้อชาติ เนื่องจากเคยเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลจึงทำให้มีประชากรอพยพ ย้ายถิ่นฐานมาประกอบอาชีพและตั้งหลักฐานจนเกิดเป็นชุมชนที่หลากหลาย มีขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของผู้คนที่ผสมผสานสอดคล้องกันจนเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น ซึ่งกิจกรรม พิธีกรรมและความเชื่อที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมานั้นจะแฝงไปด้วยปริศนาธรรม แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของบรรพชน ที่ท่านได้สอนให้เข้าใจถึงสัจธรรม คุณธรรมและจริยธรรมในการดำรงชีวิต ให้มีความสุขในสังคมได้อย่างแท้จริง ดังเช่นเอกลักษณ์ในงานพิธีที่สำคัญ ต่อไปนี้

  งานบวช
    กุลบุตรชาวจังหวัดตราดที่นับถือศาสนาพุทธ จะต้องเข้ารับการอุปสมบทตามความเชื่อและความศรัทธา มักนิยม จัดงาน ๓ วัน คือ วันสุกดิบ วันอุปสมบท และวันฉลองพระบวชใหม่ ในวันสุกดิบผู้ที่จะอุปสมบทคือ ผู้บวช (นาค) จะต้องไปโกนผมที่วัด แต่งตัวเป็น นาค โดยใช้ผ้านุ่งห่มสีต่าง ๆ แต่งเครื่องประดับทองและเพชรนิลจินดาอย่างสวยงาม นั่งบนคานหามออกจากวัดไปกราบลา และขอขมาญาติ ผู้ใหญ่ตามบ้านต่าง ๆ ที่ท่านไม่สามารถไปร่วมอนุโมทนาได้ รุ่งขึ้นวันบวชก่อนที่นาคจะเข้าพิธีอุปสมบท เจ้าภาพจะทำบุญเลี้ยงพระ และผู้ร่วมงานในช่วงเช้าหรือเพล ด้วยอาหารคาว-หวาน ขนมหวานชนิดหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในการทำบุญก่อนอุปสมบท คือ “ข้าวเหนียวแก้ว” สูตรผสมทำจากของขาว ๓ อย่าง ได้แก่ข้าวเหนียวขาว กะทิ และน้ำตาลทรายขาว หมายถึง ผู้บวชมีความพร้อมและศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วยความบริสุทธิ์ ทั้ง กาย วาจา และใจ

เมื่อเสร็จพิธีอุปสมบทแล้ว จะมีการทำบุญฉลองพระบวชใหม่ ในวันเดียวกันมื้อเพลหรือในวันรุ่งขึ้น ตามแต่เจ้าภาพกำหนด การฉลองพระบวชใหม่จะต้องจัด “บายศรีปากชาม” พร้อมข้าวตอกดอกไม้ใส่พานปักเทียนไว้ 1 เล่ม เพื่อให้พระบวชใหม่เป็นผู้จุดเทียน ตอนเริ่มพิธีฉลอง เทียนที่จุดนี้หมายถึง แสงสว่าง แห่งปัญญาที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป

สำหรับอาหารคาวหวานที่ถือเป็นเอกลักษณ์ในงานทำบุญฉลองพระบวชใหม่ คือ “ข้าวเหนียวเหลือง” ทำจากสูตรผสม ข้าวเหนียวขาว กะทิ น้ำตาลทรายขาวและขมิ้นชันสีเหลือง เป็นการผสมของที่ขาวบริสุทธิ์ให้เป็นสีเหลือง ซึ่งหมายถึง ผู้อุปสมบทได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์แห่งบวรพุทธศาสนาแล้วด้วยความบริสุทธิ์

  งานแต่งงาน
    พิธีแต่งงาน ถือเป็นงานมงคลที่จะให้ หนุ่ม-สาว ได้ใช้ชีวิตคู่สร้างครอบครัวร่วมกัน การจัดงานแต่งงานจึงจัดขึ้นตามประเพณี ในแต่ละท้องถิ่น ที่มีลำดับขั้นตอนค่อนข้างจะคล้ายคลึงกัน ส่วนจังหวัดตราดนั้นมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจอยู่ ๒ พิธี คือ “พิธีหมั้น” ซึ่งจะทำก่อนพิธีมงคลสมรส โดยการจัดให้มีขันหมากหมั้น ในขันหมากหมั้นนั้นจะมี “ขาหมู” ซึ่งเป็นขาหน้าข้างขวา มีความหมายว่า กระทำการด้วยความถูกต้องแล้วโดยมีผู้ใหญ่นำมา เมื่อเสร็จพิธีจะนำขาหมูไปทำอาหารเลี้ยงผู้มาร่วมงาน

หลังจากนั้น ก็จะถึงวันมงคลสมรส ตามที่ได้กำหนด ในขบวนขันหมากแต่งจะต้องมี “ขาหมู” ซึ่งเป็นขาหลังข้างขวา มีความหมายว่า มีความพร้อมและจริงใจในการแต่งงาน เมื่อเสร็จพิธีอื่น ๆ แล้ว คู่สมรสจะนำขาหมูนี้ไปไหว้ “เฒ่าแก่” (ผู้สู่ขอ) เป็นการแสดงความขอบคุณและกราบขอพรจากผู้ใหญ่

ขนมสำคัญที่ต้องจัดลงในขบวนขันหมาก วันแต่งงาน คือ “ขนมเปียก” (กาละแม) และ “ข้าวเหนียวกวน” (ข้าวเหนียวแดง) ที่ทำจากข้าวเหนียว แป้งข้าวเหนียว กะทิและน้ำตาลอ้อย ฝ่ายชายเป็นผู้จัดทำ นำมากวนให้หวานหอมและได้ที่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของ “เจ้าสาว” และยังแสดงให้ทราบถึงความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของขบวนขันหมากด้วย เช่น จัด ๒คู่ ๔ คู่ หรือ ๘ คู่ แล้วแต่กำหนด แต่ไม่นิยมใช้ ๖ คู่

ฝ่ายเจ้าสาว จะเตรียมอาหารคาวหวานที่เป็นมงคลไว้สำหรับผู้ที่ร่วมมาในขบวนขันหมาก อาหารที่ขาดไม่ได้ คือ ขนมจีน ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์โยงใยที่ยืนยง แม้จะอยู่ไกลแสนไกลก็มารวมน้ำใจกันได้

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งในงานมงคลสมรสของชาวตราด ยังมี “ผ้าไหว้ผี” ซึ่งประกอบด้วย ผ้าขาว ๑ ผืน หมาก - พลู ๔ คำ เงิน ๔ บาท ซึ่งขันหมากฝ่ายเจ้าบ่าวต้องจัดมาไหว้ ผีบรรพชนวงศ์ตระกูลของฝ่ายเจ้าสาวด้วย
  งานศพ
    พอช่วงระยะเวลาที่จะมีผู้เสียชีวิตด้วยการเจ็บป่วยในครัวเรือน ชาวจังหวัดตราดนิยมที่จะนิมนต์พระสงฆ์มาเฝ้าคอย “บอกหนทาง” ให้ก่อนสิ้นลมหายใจ เชื่อกันว่าวิญญาณที่ออกจากร่างกายจะไปสู่ “สุคติภพ”เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็จะจัดงานศพโดยทำที่สำหรับวางโลงศพ เรียกว่า ร้านม้า มี ๒ ประเภท คือ ประเภทที่ตั้งอยู่กับที่ และประเภทที่มีคานหาม

จากการบำเพ็ญกุศลศพหลังจากสวดพรอภิธรรมจบในแต่ละคืนจะมีการสวด

“พระมาลัยสูตร” หรือ “ฎีกามาลัยสูตร” ใช้คนสวดประมาณ ๔ - ๕ คน เพื่ออยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพ ส่วน ในคืนสุดท้ายนิยมนิมนต์พระสวด “คิริมานนทสูตรแปล” หลังจากที่ฟังพระสวดแล้วเจ้าภาพจะจัดขนม “ปลากริม” เลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน

ขนมปลากริมทำจากแป้งข้าวเจ้า กะทิ น้ำตาล เกลือ นำแป้งใส่แว่นโรยให้เส้นขาดเป็นท่อน ๆ ในน้ำเดือด เสร็จแล้วนำไปต้มกับกะทิใส่น้ำตาลเป็นขนมปลากริมหวาน ใส่เกลือเป็นขนมปลากริมเค็ม ขนมปลากริมแยกหวาน - เค็ม จึงหมายถึงความตายที่ร่างกายและจิตใจต้องแยกจากกัน เมื่อจะรับประทานต้องนำมารวมกันจึงจะอร่อย ขนมปลากริมเส้นขาดไม่โยงใยยืดยาว แยกเค็ม แยกหวาน จึงเป็นขนมงานศพที่แสดงให้เห็นถึง สัจธรรมของชีวิต

ดนตรีที่ใช้บรรเลงในงานศพหรือใช้ในการเคลื่อนศพ จะมี ปี่ ๑ เลา กลอง ๒ หน้า ๑ คู่ เรียกว่า “กลองเหม่ง” โหม่งเล็ก ๑ ชุดและฉิ่ง ๑ คู่ ใช้ผู้บรรเลงประมาณ ๔ - ๕ คน

การเคลื่อนศพจากที่ตั้งไปสู่เมรุ (เชิงตะกอน) ผู้ทำพิธีต้องทุบหม้อดินที่ใส่น้ำไว้เต็มเปี่ยมให้แตก ก่อนนำศพลงจากบ้าน เป็น บุคลาธิษฐาน หมายถึง “การแตกดับของสังขาร” และเคลื่อนศพผ่าน “บันไดผี” บันไดผีจะมี ๔ ขั้น ทำจากไม้ระกำหรือไม้ไผ่ มีความหมายถึง การ “เกิด” “แก่” “เจ็บ” “ตาย”

เมื่อทำการฌาปณกิจศพเรียบร้อยแล้วญาติจะนำกระถางธูปไปเก็บไว้ที่บ้าน ระหว่างที่ถือกระถางธูปกลับบ้านมีข้อห้าม ไม่ให้เหลียวหลังหรือพูดกับใคร จะข้ามสะพานก็ให้พูดบอกทางจนถึงบ้าน ซึ่งจะมีคนคอยรับกระถางธูปและพูดว่า “ถึงบ้านแล้ว” ให้นำกระถางธูปไปไว้ในที่อันควรแก่การบูชา เป็นที่ยอมรับกันว่า “ตราด” เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่สุดทะเลภาคตะวันออกแห่งนี้ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กอรปกับมีเอกลักษณ์ในท้องถิ่น ของตนเองที่เป็นเสน่ห์และโดดเด่นนานัปการ ตั้งแต่ทำเลที่ตั้งที่อยู่สุดทะเลภาคตะวันออกรายล้อมไปด้วย หมู่เกาะที่งดงามตามธรรมชาติ และในธรรมชาติทุกแห่งหน ก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรที่หลากหลายทั้งแร่ธาตุ พรรณไม้ สัตว์น้ำ สัตว์บก ฯลฯ จึงทำให้ตราด เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ ตลอดจนผู้คนในพื้นที่มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ ที่สงบเรียบง่าย นับว่าบนผืนแผ่นดินตราดแห่งนี้ เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ ที่แสดงออกถึงความเป็นไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และเป็นที่ชื่นชม หลงใหลของนักท่องเที่ยวที่ได้มาสัมผัสดินแดนแห่งนี้

***************



การละเล่นพื้นบ้านและนาฎศิลป์

การละเล่นของเด็กจังหวัดตราด
“การละเล่นของไทยให้คุณค่า เสริมปัญญาพลานามัยให้แข็งขัน ก่อเกิดความสามัคคีมีสัมพันธ์ ประหยัดนั้นไม่เป็นรองของไทยมี”

ประชากรจังหวัดตราดส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ดังนั้นแต่ละบ้านจะมีที่ว่างเป็นลานบ้านให้ลูกหลานได้วิ่งเล่น ซึ่งการเล่นของเด็ก ๆ จะเป็นการเล่นที่ง่าย ๆ ไม่ต้องซื้อหาของเล่นที่มีราคาแพงเหมือนปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นของที่หากันได้เองในบริเวณบ้าน หรือนำของเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นของเล่นโดยไม่ต้องรบกวนพ่อแม่ให้เดือดร้อน และมักจะเล่นรวมกันเป็นกลุ่ม ทำให้เกิด ความสนิทสนม รักใคร่ปรองดองกันสืบมาจนเติบใหญ่ การละเล่นของเด็กจังหวัดตราดเท่าที่ หลงเหลืออยู่ จากการสอบถาม ผู้เฒ่าเล่าให้ฟัง และเด็ก ๆ ที่ยังคงเล่นอยู่พอรวบรวมได้ดังต่อไปนี้

  ม้าขาลีบ
    วิธีเล่น ขีดวงเป็นขอบเขตขนาดของขอบเขตจะกว้างหรือแคบขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เล่น ให้มีขนาด กว้างพอเหมาะกับการวิ่งหนี วิ่งไล่จับกัน จำนวนผู้เล่นที่เหมาะสมตั้งแต่ ๕ - ๑๐ คน ในกลุ่มผู้เล่น ตกลงกันว่าใครจะเป็นม้าขาลีบก่อน ถ้าใครเป็น ผู้ได้รับเลือกจะต้องกระโดดขาเดียว วิ่งไล่เอามือแตะเพื่อน เพื่อน ๆ ต้องวิ่งหนีภายในวงที่ขีด ถ้าเอามือแตะถูกเพื่อนคนใด คนนั้น จะต้องมาเป็นม้าขาลีบแทน

  ไม้หึ่ง
    อุปกรณ์การเล่น ท่อนไม้ ๒ ท่อน ท่อนหนึ่งยาวประมาณ ๑๐ นิ้วเรียกว่า ลูกไม้ อีกท่อนหนึ่ง ยาวประมาณ ๓๐ นิ้ว เรียกว่า แม่ไม้
    วิธีเล่น
- ขุดหลุมลึกประมาณ ๑.๕ - ๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๒ - ๒.๕ นิ้ว โดยให้มีทิศทางไปในบริเวณสนามที่โล่ง ไม่มีต้นไม้หรือสิ่งกีดขวางในการวิ่งเล่น
- แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละเท่า ๆ กัน (ประมาณ ๘-๑๐ คน) ทั้งหญิงและชาย
- ผู้เลือกเล่นก่อนจะต้องจัดวางตัวผู้เล่นก่อนหลังตามลำดับ โดยผู้เล่นคนแรกจะวางลูกไม้พาดขวาง ปากหลุมแล้วใช้ปลายแม่ไม้สอดลงไปในหลุมวิดลูกไม้ให้ลอยไปข้างหน้า ซึ่งมีผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยืนคอยรับลูกไม้ที่วิดไป ถ้ารับลูกได้ผู้เล่นคนแรกจะตาย (ไม่มีสิทธิ์เล่น) คนที่สองจะเป็นผู้เล่นต่อ ถ้ารับลูกไม้ไม่ได้ผู้เล่นจะต้องวางแม่ไม้พาดขวาง ปากหลุมเหมือนวางลูกไม้ ฝ่ายตรงข้าม จะโยนลูกไม้ให้กระทบแม่ไม้ ถ้าโยนถูกแม่ไม้ผู้เล่นก็จะตายต้องเปลี่ยนผู้เล่นคนต่อไปถ้าโยน ไม่ถูกผู้เล่นจะกำแม่ไม้ให้ส่วนบนสูงจากกำมือประมาณ ๑ นิ้ว แล้ววางลูกไม้พาดบนกำมือด้านหลังแม่ไม้ แล้วโยนลูกไม้ให้สูง ขึ้นใช้ปลายแม่ไม้ส่วนที่อยู่ด้านล่างของกำมือตวัดลูกไม้ให้ลอยไปข้างหน้า ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องพยายามช่วยกันรับลูกไม้ ถ้ารับได้ผู้เล่นก็ตาย ต้องเปลี่ยนคนใหม่ถ้ารับไม่ได้ก็จะโยนลูกไม้มาที่ผู้เล่นโดยหมายให้ตรงปากหลุม ที่วิดลูกไม้ส่วนผู้เล่น จะถือปลายแม่ไม้คอยตีลูกไม้ที่ฝ่ายตรงข้ามโยนมาถ้าตีไม่ถูกลูกไม้ปักตกใกล้ๆหลุมก็จะใช้แม่ไม้วัดความยาวจากปากหลุม ถึงลูกไม้จากจุดที่ใกล้ที่สุด ถ้าวัดได้ระยะห่างน้อยกว่าความยาวของแม่ไม้ผู้เล่นก็จะตาย ต้องเปลี่ยนผู้เล่น ถ้าวัดความยาว ได้เท่ากับแม่ไม้ เรียกว่า ๑ ไม้ บางครั้งถ้าผู้เล่นตีถูกลูกไม้ที่ฝ่ายตรงข้ามโยนมาก็มักจะวัดได้หลายๆ ไม้ ถ้าวัดได้ครบรวมแล้ว ๑๐ ไม้ ในฝ่ายผู้เล่นก็จะเป็นผู้ชนะ เตรียมนำลูกไม้มา “เดาะ” โดยถือแม่ไม้ไว้ให้ปลายไม้ยาวจากกำมือประมาณ ๒๐-๒๕ นิ้ว แล้ววางลูกไม้บนแม่ไม้เมื่อปล่อยให้ลูกไม้วางตัวสมดุลบนแม่ไม้แล้วก็ยกแม่ไม้เดาะลูกไม้แล้วนับจำนวนครั้งจนกว่าลูกไม้ตกลงพื้น การเดาะลูกไม้นี้จะให้ผู้เล่นทุกคนเดาะด้วย
- ผู้เล่นจะเริ่มตีลูกไม้จากหลุมไปข้างหน้าต่อกันไปตามจำนวนที่ตนเดาะได้ในขณะที่ผู้เล่นตีลูกไม้อยู่นั้นฝ่ายตรงข้าม ก็ต้องคอยรับลูกไม้ด้วย ถ้ารับได้ผู้เล่นคนนั้นก็ตายหมดสิทธิ์เล่น ฝ่ายตรงข้ามจะขว้างลูกไม้กลับไปให้ใกล้หลุมมากที่สุด คนต่อไปของฝ่ายเล่นจะเริ่มตี ณ จุดที่ลูกไม้หล่นและผลัดกันตีต่อไป ไม่ว่าจะรับลูกไม้ได้หรือไม่ได้จนครบทุกคน
- เริ่มหึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า หึ่ม (คืออาการหุบปากกลั้นหายใจให้เสียงดังออกทางจมูกดังหึ่ม) เมื่อผู้เล่นตีลูกไม้ครบทุกคนแล้ว ฝ่ายตรงข้ามก็จัดเรียงลำดับผู้หึ่มโดยคนแรกหึ่มก่อนซึ่งจะต้องหึ่มเสียงดังให้ได้ยินกันทุกคน (จะหึ่มเสียงเบา ๆ และพยายามวิ่งให้เร็วเพื่อให้ผู้เล่นหึ่มได้นานที่สุด) จากจุดสุดท้ายถึงหลุม หยุดหึ่มบริเวณใด ฝ่ายตรงข้ามคนต่อไปก็ต้องหึ่มต่อจนถึงหลุม เมื่อหึ่มถึงหลุมแล้วก็เริ่มต้นเล่นใหม่ โดยเปลี่ยนข้างสลับกันไปเช่นนี้จนเลิกเล่น

  หมากฝรั่ง
    หมากฝรั่งเป็นการละเล่นของเด็ก ๆ ที่เรียกเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะมีการขีดตารางการเล่นเป็นช่องๆ คล้ายตารางหมากรุกและหมากฮอส คล้ายการเล่นมิด-ดอ ในปัจจุบันมีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น อีเต อีหัวกระโหลก
อุปกรณ์การเล่น เศษกระเบื้อง เช่น โอ่ง กระถาง เป็นต้น ทุบริมให้เป็นแผ่นมน เรียกว่า อีเต
วิธีเล่น
- ขีดเส้นตารางบนพื้นราบเตียนให้ เป็นช่อง ๆ จำนวน ๙ ช่อง มีขนาดความกว้างสามารถกระโดด ข้าม พ้นเรียกว่า บ้าน ด้านบนตารางเป็นวงกลมเรียกว่า หัวกระโหลก
- แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่ ายเท่ากันนิยมจำนวน ๔ คู่
- เลือกฝ่ายผู้เล่นก่อนหลัง เลือกผู้นำในการทอยแต่ละฝ่าย (จะทอยคนเดียว)เมื่อได้ผู้ทอยอีเตแล้ว ผู้เล่นก่อนจะเริ่มทอยอีเตในช่องบ้านที่ ๑ ให้อีเตตกลงในระหว่างช่องแล้วเริ่มกระโดดขา เดียวไป จนครบ ทั้งไป และกลับคนอื่น ๆกระโดดตามในแต่ละช่อง สำหรับบ้านที่ ๕ - ๖ และ ๘ - ๙ ให้ลงขาคล่อมบ้านละ ขา เมื่อผู้ทอยกระโดดกลับจะก้มลงอีเตที่ทอยไว้แล้วกระโดดพ้นตารางในระหว่าง กระโดดนี้ หากคนหนึ่ง คนใดเหยียบเส้นจะตายทั้งฝ่ายหรือทอยอีเตไปทับเส้นตาราง ของแต่ละบ้าน ก็ถือว่า ตายด้วย จะต้องให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายเริ่มเล่น
- เมื่อทอยไปจนครบบ้านที่ ๙ แล้วผู้ทอยอีเตจะทอยไปที่หัวกระโหลกทุกคนจะกระโดดขาเดียวไป ยืนสองขาในช่องหัวกระโหลกผู้ทอยจะลงนั่งยอง ๆ ในบ้านที่ ๘ - ๙ แล้วหันหลัง เอามือข้างใดข้างหนึ่ง ควานไปหาอีเตเมื่อพบแล้วจะหยิบอีเต กระโดดกลับมาออกจากตารางในบ้านที่ ๑ ทุกคนก็จะกระโดด ตามออกมาด้วยเป็นอันว่าจะได้บ้านที่ ๑ เมื่อได้บ้านแล้วจะเริ่มทอยบ้านที่ ๒ ต่อไปจนกว่าจะตาย จึงหยุดเล่นให้ฝ่ายตรงข้ามเริ่มเล่นบ้าง ผลัดกันเช่นนี้เรื่อยไปจนครบทุกบ้าน (๙ บ้าน)
- การเช่าบ้าน เมื่อแต่ละฝ่ายได้บ้านเป็นเจ้าของ ช่องตารางแล้วผู้เป็นเจ้าของจะไม่ทอยอีเต ในบ้าน ของตน จะข้ามไปทอยในช่องที่ยังไม่มีเจ้าของ และจะต้องลงสองขาในช่องที่เป็นบ้านของตนส่วนบ้านของ ฝ่ายตรงข้ามจะต้องกระโดดข้ามหากกระโดดไม่พ้นก็จะตัดใช้วิธีเช่าบ้านคิดค่าเช่าโดยการเขกเข่า ซึ่งจะต้องตกลงกันว่าให้เขกกี่ครั้งเป็นจำนวนค่าเช่าบ้านจึงจะมีสิทธิลงขา๑ ข้าง ในบ้านของฝ่ายตรง ข้ามได้ เมื่อเล่นจนครบทุกบ้านแล้วก็จะเลิกเล่นหรือเริ่มต้นใหม่ตามวิธีการเช่นเดิม
- กติกา เมื่อแต่ละฝ่ายปฏิบัติแล้วตายต้องเปลี่ยนให้ฝ่ายตรงข้ามคือ
- กระโดดหรือ ยืนเหยียบเส้น
- ทอยอีเตออกนอกบ้านแต่ละบ้าน และ/หรืออีเตทับเส้น
- ลงขาผิด เช่น ให้ลงขาเดียวแต่ลง ๒ ขา
- ให้ลง ๒ ขา ในบ้านของตนแต่ลงขาเดียว
- ไม่ลง ๒ ขา คล่อมในบ้านที่ ๕ - ๖ หรือ ๘ - ๙

  กระบอกโพละ

  อุปกรณ์การเล่น
- กระบอกไม้ไผ่ขนาดยาว ๒๕ - ๕๐ เซ็นติเมตร มีรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ มิลลิเมตร
- แส้ไม้ไผ่ขนาดเท่ารูกระบอกไม้ไผ่ไม่คับหรือหลวมเกินไปตอกลงในด้ามไม้ไผ่ที่มีข้อให้แน่น
- ลูกกระสุนใช้ลูกไม้ลาย ลูกหวายลิง หรือลูกไม้เมล็ดแข็งอื่น ๆ มีผิวภายนอกอ่อนหรือหนังสือพิมพ์ แช่น้ำแล้วปั้นเป็นก้อนโตพอที่จะอัดลงรูกระบอกได้แน่น เพื่อจะให้อัดลมเกิดเสียงดัง

  วิธีเล่น
- ทำกระบอก
- หาลูกไม้เป็นลูกกระสุนหรือปั้นกระดาษเป็นลูกกระสุน
- ใช้ปลายแส้ดันให้ลูกกระสุนลูกแรกอยู่ที่ปลายกระบอก ๑ ลูกก่อน
- ใช้แส้อัดกระสุนลูกที่ ๒ ซึ่งจะอัดลมดันให้กระสุนลูกแรกหลุดออกพุ่งไปยังเป้าหมาย และ จะมีเสียงดัง โพละ ผู้ที่มีความชำนาญจะสามารถยิงต่อเนื่องได้ครั้งละหลายลูก
หมายเหตุ ต้องระวังอันตรายจากลูกกระสุนที่ยิงไปถูกตาอาจทำให้ตาบอดได้

  ตังเตหรืออีเตก๋อง
    อีเตก๋อง (ก๋อง ภาษาตราดหมายถึง การขี่หลังในขณะยืน) เป็นการละเล่นของเด็ก ๆ ชนิดหนึ่งที่ใช้ผู้เล่นอย่างน้อย ๒ คน จับคู่กันเป็นคู่ ๆ ที่ขนาดรูปร่างพอ ๆ กัน มีอุปกรณ์ในการเล่น คือ เศษกระเบื้องแผ่นบางเรียบจากกระเบื้องมุงหลังคา โอ่งหรือกระถางชนิดดินเผา เป็นต้น ทุบริมให้เป็นแผ่นกลมมนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ นิ้ว เรียกว่า เต หรืออีเต เมื่อได้อุปกรณ์การเล่นแล้ว ผู้เล่นทั้ง ๒ ฝ่ายจะเลือกผู้เล่นก่อน หลังโดยการเสี่ยงด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เมื่อได้ฝ่ายผู้ทอยก่อนก็จะทอยอีเตออกไปในระยะประมาณ ๓ - ๔ เมตร ผู้ทอยภายหลังจะพยายามทอย ให้อีเตของตน ประกบอีเตของผู้เล่นก่อน ถ้าผู้ทอยภายหลังทอยอีเตไปไม่ประกบกับอีเตของผู้ทอยก่อน ก็เริ่มทอยกันใหม ่ให้ผู้ทอย ภายหลังทอยอีเตไปก่อนบ้าง ถ้าผู้ทอยภายหลังทอยอีเตประกบกับอีเตของผู้ทอยก่อน ผู้ทอยก่อนจะต้องให้ผู้ทอยภายหลังขี่หลัง หรือเรียกว่า “ก๋อง” พาไปยังอีเตที่ประกบอยู่ผู้ถูกก๋องจะหยิบอีเตส่งให้ฝ่ายขี่หลัง และถืออีเตของตัวเองไว้พร้อมทั้งทอยอีเตออกไป ผู้ที่ขี่หลังอยู่ต้องพยายามทอยอีเตให้ถูกอีเตของผู้ถูกขี่ ถ้าถูกแม้แต่เพียงกระทบเรียกว่า “กิ๊ก” ก็ได้ขี่ต่อ ถ้าไม่ถูกก็ต้องลงจากหลัง แล้วเริ่มเล่นใหม่โดยฝ่ายขี่หลังเป็นผู้ทอยก่อนบ้างสลับกันเช่นนี้จนเลิกเล่น จะเล่นเช่นนี้เหมือนกันเป็นคู่ ๆ

  กระโดดเชือก
    วิธีเล่น เด็กจะตกลงกันว่า ๒ คนใดจะเป็นผู้แกว่งเชือกก่อน จะใช้เชือกเส้นใหญ่ไม่เกินนิ้วก้อย สมัยก่อนเด็กจะใช้หวาย เถาวัลย์หรือเชือกที่หาได้ ความยาวพอประมาณ เมื่อแกว่งแล้วจะท่วมหัวผู้เล่น ผู้เล่นที่เหลือจะเข้าไปกระโดดให้เชือกตกเข้าจังหวะ จะเข้ากระโดดกี่คนก็ได้ แต่ถ้าใครสะดุดเชือกแล้วเชือกหยุด ถือว่าตาย ต้องไปเป็นผู้แกว่งเชือกแทน

  โพงพาง
    วิธีเล่น เด็กจับมือกันเป็นวงกลม มีผู้เล่นโพงพางปิดตาอยู่กลางวง เด็กที่จับมือกันเป็นวงกลมจะร้อง “ โพงเอ๋ยโพงพาง โพงพางเข้าลอดปลาตาบอด เข้าลอดโพงพาง หนึ่งเตรียมตัว สองเปลี่ยนที่ สามเอาเลย ” ซึ่งบทร้องอาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่และจะถามโพงพางว่า “ปลาเป็นหรือปลาตาย” ถ้าโพงพางตอบว่า “ปลาเป็น” ทุกคนจะเปลี่ยนที่ได้ ถ้าโพงพางตอบว่า “ปลาตาย” ทุกคนต้องอยู่กับที่ โพงพางจะมาจับคนใดคนหนึ่งแล้วคลำดูที่ตัว แล้วทายว่าเป็นใคร ถ้าทายถูก คนนั้นต้องมาเป็นโพงพางแทน ถ้าทายผิดต้องเป็นโพงพางต่อไป

  ตี่จับ
    วิธีเล่น เด็กจะแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายละเท่า ๆ กัน แล้วขีดเส้นเป็นแดน เมื่อเสร็จแล้วตกลงกัน ว่าฝ่ายใดจะตี่ก่อน (ตี่ครั้งละ ๑ คน) ฝ่ายที่ตี่ก่อนจะร้องตี่ วิ่งข้ามแดนเข้าไปแตะตัวฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามจะคอยจับตัวไว้ ถ้าถูกจับได้ และขาดเสียงตี่ต้องเป็นเชลย กลับฝ่ายตนไม่ได้ แต่ถ้าตี่และแตะฝ่ายตรงข้าม แล้วตี่กลับฝ่ายตนได้ คนที่ถูกแตะตัวต้องไปเป็นเชลย ผลัดกันตี่ ฝ่ายละครั้ง และสามารถตี่เข้าไปแตะตัวเพื่อช่วยเหลือพวก ของตนที่เป็นเชลยอยู่ในฝ่ายตรงข้ามได้

  กาฟักไข่
    วิธีเล่น จะใช้ลูกหมาก หรือลูกหินเป็นไข่ก็ได้ วางเป็นกองไว้ประมาณ ๕-๑๐ ลูก ขีดวงกลมล้อมไข ่ให้มีรัศมีเหมาะกับขนาดของผู้เล่น เพราะผู้ที่แย่งไข่จะเข้าไป ในวงกลมไม่ได้ จะใช้ส่วนแขนยื่นเข้าไปแย่งไข่ ถ้าวงกลมกว้างมากผู้เล่นจะเอื้อมไม่ถึง ผู้ที่เป็นกาจะใช้ลำตัวและแขนคล่อมไข่ไว้ โดยใช้มือ ๒ มือ ยันพื้นใช้เท้าคอยดีดผู้เล่น ที่จะเข้ามาแย่งไข่ ถ้าดีดถูกใครคนนั้นต้องมาเป็นกาฟักไข่แทน ถ้าถูกแย่งไข่จนหมด เพื่อน ๆ จะเอาไข่ไปซ่อน และปิดตาคนที่เป็นกาฟักไข่ ถ้าหาไม่พบเพื่อนจะจูงหู ให้ไปหยิบไข่ที่ซ่อนไว้ กลับมากองที่เดิม และต้องเป็นกาฟักไข่ต่อไป

  ลิงชิงหลัก
    มักเล่นบริเวณที่มี ๔ เสา เช่น วัด โรงเรียน ใต้ถุนบ้านเรือนสูง ผู้เล่นจำนวน ๕ คน ก่อนเล่นผู้เล่นต้องจับไม้สั้นไม้ยาวก่อน ถ้าผู้ใดได้ไม้สั้นผู้นั้นจะต้องเป็นลิง ซึ่งผู้เป็นลิงจะยืนตรงกลางวง หาโอกาสชิงหลักในขณะที่ผู้เผ้าหลักเปลี่ยนหลัก ส่วนอีก ๔ คนเข้าประจำหลักคนละหลัก และพยายามโผเปลี่ยนหลักตลอดเวลา ผู้ที่โผมาไม่ถึงหลักถูกลิงชิงหลักได้ต้องออกไปเป็นลิงแทน เล่นเช่นนี้จนกว่าจะหยุดเล่น

  เสือข้ามห้วย
    นิยมเล่น ๖ คนจับไม้สั้นไม้ยาว ถ้าใครจับได้ไม้สั้นจะต้องลง ไปนั่งเหยียดเท้า ให้ผู้เล่นอีก ๕ คน กระโดดข้าม ท่าที่ ๑ กระโดดข้ามเท้า ๑ ข้าง ท่านที่ ๒ กระโดด ข้ามเท้า ๒ ข้างซ้อนกัน ท่าที่ ๓-๔ กระโดดข้ามเท้า ๒ ข้างซ้อนกันใช้มือจับปลายเท้า ให้สูงขึ้นที่ละมือกางนิ้วทั้ง ๕ นิ้วออกให้สูงสุด เมื่อผู้ข้ามๆ พ้นแล้ว ท่าที่ ๕ ให้เปลี่ยนเป็น ท่าหมอบ กับพื้นใช้มือขวายักขึ้นยักลงเรียกว่า
    “ กระต่ายยักเงี่ยง” ท่าที่ ๖ ยกมือพนมขึ้นเหนือศีรษะเรียกว่า “ดอกบัวตูม” ท่าที่ ๗ อยู่ในท่าเดิมแต่เปลี่ยนเป็นแบมือออกเรียกว่า “ดอกบัวบาน” ท่าที่ ๘ เป็นท่า “กระโดดข้าม” คือ ให้ผู้ปฏิบัติยืนโน้มตัวยืดแขนให้ปลายมือถึงดิน แล้วให้ผู้เล่นกระโดดข้ามเมื่อข้ามพ้นทุกคนแล้ว ผู้ปฏิบัตินอนคว่ำเหยียดมือเท้าให้ตรง ให้ผู้เล่นหาสิ่งของมาวางที่ปลายมือปลายเท้าสมมติเป็นความกว้างของห้วย ผู้ปฏิบัติลุกออกจากบริเวณนั้น ให้ผู้เล่นกระโดดข้ามห้วยสมมุติ เรียกว่า “กระโดดข้ามห้วย” ถ้าผู้เล่นคนใดกระโดดข้ามไม่พ้นท่าใดท่าหนึ่ง คนนั้นต้องเป็นผู้ลงไปปฏิบัติและเริ่มต้นเล่นกันใหม่

  เดินกะลา
    วิธีเล่นเลือกกะละมะพร้าวห้าว(แก่จัด) ด้านที่มี รู ๒ ซี่ก หาเชือกมาร้อยรูมัด เป็นปุ่มอยู่ภายใน กะลามะพร้าว เวลาเล่นใช้หัวแม่เท้าและนิ้วชี้คีบเชือก แล้วใช้มือทั้ง ๒ ข้าง จับเชือกดึงให้ตึง เดินโดย มิให้ส้นเท้าแตะพื้น เลี้ยงตัวมิให้ล้ม แข่งกัน ใครถึงเส้นชัยก่อนผู้นั้นเป็นผู้ชนะ

  อีตัก
    เป็นการเล่นของเด็กผู้หญิง วิธีเล่น นิยมเล่น จะเล่นตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป อุปกรณ์ที่ใช้คือ เม็ดมะขามแก่กับ กระดาษค่อนข้างแข็ง ขนาดประมาณ ๑ x ๑.๕ นิ้ว ขดข้างหนึ่งเป็นกระทง สำหรับตัก ผู้เล่นจะนำเม็ดมะขาม จำนวนคนละเท่า ๆ กัน มากองรวมกัน ขีดเส้นเป็นกรอบสี่เหลี่ยมให้เหมาะกับ จำนวนเม็ดมะขาม ขนาดประมาณ ๑๐ x ๑๐ นิ้ว ถ้าเล่นหลายคนมีจำนวนเม็ดมะขามมาก ก็ขีดกรอบ ให้ใหญ่ขึ้น เมื่อพร้อมแล้วก็ตกลงกันว่า ใครจะตักก่อน อาจจับไม้สั้นไม้ยาวก็ได้ ผู้ที่เล่นก่อน เมื่อทอด เม็ดมะขาม ระวังอย่าให้ออกนอกกรอบ แล้วใช้กระทงกระดาษตักทีละเม็ด ระวังอย่าให้สัมผัสเม็ดอื่น จะหมดสิทธิเล่น หรือถ้าทอดออกนอกกรอบ หมดสิทธิ์เล่นเช่นกัน ต้องเปลี่ยนให้คนอื่นเล่นต่อ เมื่อตักเม็ด มะขามหมด ทุกคนก็จะนำเม็ดมะขาม จำนวนเท่ากันมากอง แล้วเริ่มเล่นกันใหม่ คนที่ตักเก่งก็จะ ได้เม็ดมะขามมากถือว่าเป็นผู้ชนะ คนที่ตักไม่เก่งก็จะเสียเม็ดมะขามให้เพื่อน ต้องไปเที่ยวหาเม็ดมะขาม มาใหม่ จึงจะมีมาเล่นกับเพื่อน ๆ ต่อไปอีกได้

  หมากเก็บ
    วิธีเล่น เด็กจับคู่มาเล่น นั่งเล่นกับพื้น หันหน้าเข้าหากันให้ตรงคู่ของตน แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย แต่ละคู่ หาเม็ดหินกลม ๆ ขนาดประมาณ หัวแม่มือ มาคู่ละ ๕ เม็ด เรียกว่าเม็ดหมากเก็บ เมื่ออุปกรณ์พร้อมตัวแทนแต่ละฝ่ายจะต้องมาชั่งกันก่อน ใช้เม็ดหมากเก็บทั้ง ๕ เม็ด กำไว้แล้วโยนทั้ง ๕ เม็ดขึ้นไป ใช้หลังมือรับโยนขึ้นไปอีกครั้งหนึ่งแล้วใช้ฝ่ามือรับ ตัวแทนฝ่ายใดรับเม็ดหมากได้มากฝ่ายนั้นจะเริ่มเล่นก่อน ดังนี้
  - หมากโล้น
    นำเม็ดหมากเก็บทั้ง ๕ เม็ด ไว้ในฝ่ามือ โยนขึ้นไปแล้วใช้หลังมือรับโยนขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง ใช้ฝ่ามือรับ รับได้เท่าไร เก็บเม็ดที่รับได้วางไว้ เหลือไว้เม็ดหนึ่ง ใช้โยนขึ้นไป ขณะที่เม็ดนั้นยังลอยอยู่ รีบเก็บเม็ดที่หล่นครั้งละ ๑ เม็ด พร้อมกับรับเม็ดที่โยน ทำเช่นนี้จนเก็บเม็ดที่หล่นหมด ถ้ารับเม็ดที่ โยนขึ้นไปไม่ได้ ถือว่าตาย หรือถ้าเม็ดร่วงลงจากหลังมือหมดเรียกว่า โล้น ก็ตายเช่นกัน ต้องให้เพื่อน ที่ทำได้ทำท่านี้แทน เรียกว่า “ใช้คู่” การใช้คู่ จะใช้คู่ได้ทุกขั้นตอน คนแรกใช้คู่ไม่ได้ คนต่อไปจะใช้คู่ต่อจนหมด ถ้าหมดคนแล้ว ยังใช้คู่ไม่ได้ ถือว่าตาย จะผลัดให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เล่น
  - หมากหนึ่ง หมากสอง หมากสาม หมากสี่
    กำเม็ดหมากเก็บทั้ง ๕ เม็ด โปรยลงบนพื้น เรียกว่า “ทอด” เมื่อทอดแล้ว เลือกหยิบเม็ดใด เม็ดหนึ่งขึ้นมาแล้วโยนขึ้นไปในขณะที่เม็ดลอยอยู่รีบหยิบเม็ดที่พื้นที่ทอดไว้ทีละเม็ด และคอยรับเม็ดที่โยน รับได้แล้ววางไว้ เก็บเม็ดต่อไปด้วยวิธีเดียวกันจนหมด หมากสองเก็บครั้งละ ๒ เม็ด หมากสามรวบ ๓ เม็ด กับ ๑ เม็ดตั้งแต่หมากหนึ่งถึงหมากสามมีข้อแม้ว่า ขณะที่หยิบเม็ด ทุกเม็ดจะต้องไม่ถูกเม็ดอื่น หมากสี่รวบครั้งเดียวทั้ง ๔ เม็ด และรับเม็ดที่โยนขึ้นไป เหมือนหมากหนึ่ง
  - อีฉกจวัก หรืออีฉก
    กำเม็ดหมากเก็บทั้ง ๕ เม็ดไว้ในฝ่ามือ โยนทั้ง ๕ เม็ดขึ้นไป ใช้หลังมือรับโยนขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง แล้วฉกจวักรับ ถ้าใช้ฝ่ามือหงายรับ จะเป็นท่าหมากโล้น ไม่ใช่ฉกจวัก ถ้าโยนเม็ดขึ้นหลังฝ่ามือไม่หมด ก็สามารถเก็บเม็ดที่หล่นอยู่มาเโยน และฉกจวักได้อีกเพียง ๑ ครั้งเท่านั้น
  - อีรูปู
    ทอดหมากเก็บทั้ง ๕ เม็ด หยิบ ๑ เม็ด โยนขึ้นไป พร้อมกับหยิบเม็ดที่ทอด ๑ เม็ด กำมือให้มีรูเหมือนรูปู รับเม็ดที่โยนขึ้นไป ทำเช่นเดียวกันจนกว่าจะเก็บเม็ดที่พื้นจนหมด
  - อีพวงหนึ่ง อีพวงสอง อีพวงสาม อีพวงสี่ อีพวงห้า
    ทอดหมากเก็บทั้ง ๕ เม็ด หยิบ ๑ เม็ดโยนขึ้นไป หยิบเม็ดที่พื้น ๑ เม็ด พร้อมรับเม็ดที่โยน ดังนั้นในมือ จะมี ๒ เม็ดโยนขึ้นไปทั้ง ๒ เม็ด หยิบเม็ดที่พื้น ๑ เม็ด พร้อมรับ ๒ เม็ดที่โยนขึ้นไปในมือจะมี ๓ เม็ด โยนขึ้นไปทั้ง ๓ เม็ด หยิบเม็ดที่พื้น ๑ เม็ด พร้อมรับ ๓ เม็ดที่โยนขึ้นไป ในมือจะมี ๔ เม็ด โยนขึ้นไปทั้ง ๔ เม็ด หยิบเม็ดที่พื้น ๑ เม็ด พร้อมรับ ๔ เม็ดที่โยนขึ้นไป ในมือจะมีครบ ๕ เม็ด อีพวงสองทำเหมือน อีพวงหนึ่งแต่เก็บ ๒ เม็ด อีพวงสามทำเหมือนอีพวงหนึ่งเก็บ ๑ เม็ดก่อนครั้งต่อไปเก็บ ๓ เม็ด อีพวงสี่โยน ๔ เม็ดขึ้นไปพร้อมกับวาง ๑ เม็ดที่พื้นและรับ ๔ เม็ดที่โยน โยน ๔ เม็ดขึ้นไปอีกครั้งหนึ่งเก็บ ๑ เม็ด ที่พื้นพร้อมกับรับ ๔ เม็ดที่โยนขึ้นไป อีพวงห้า โยนทั้ง ๕ เม็ดเอามือแตะพื้นพร้อมกับรับ ๕ เม็ดที่โยนขึ้นไป
  - อีดอกเจียก
    ทอดหมากเก็บทั้ง ๕ เม็ด ลงพื้น แล้วใช้นิ้วหนีบเม็ดหมากเก็บไว้ระหว่างนิ้ว จะได้ ๔ เม็ด นำไปวางลงบนพื้น ขณะที่วางคว่ำมือ ต่อจากนั้นให้คู่เล่นเป็นผู้ชี้ว่าให้หยิบเม็ดใดเม็ดหนึ่งออกมา แล้วสั่งว่ารวบหรือหยิบ ถ้ารวบคือรวบที่พื้นทั้งหมด ถ้าให้หยิบหยิบทีละ ๑ เม็ดจนหมด
  - อีชักเสา
    ทอดหมากเก็บทั้ง ๕ เม็ด หยิบขึ้นมา ๑ เม็ด โยนขึ้นไป หยิบเม็ดที่พื้น ๑ เม็ด พร้อมฉกกะหวักรับเม็ด ที่โยนขึ้นไป ทำเช่นนี้จนหมด
  - อีขิง
    ทำเหมือนหมากโล้น แต่งอนิ้วเข้ามาก่อนรับด้วยหลังมือ แล้วฉกกะวักรับ เรียกว่า อีขิงฉก ทำแบบเดิมแต่แบมือหงายมือรับ เรียกว่า ขิงรับ เมื่อทำครบทุกท่าเป็นอันว่าจบเกม
การเล่นหมากเก็บ ถ้าผู้เล่นชำนาญแล้ว ในแต่ละท่า เมื่อเก็บเม็ดได้แล้วจะกำเม็ดไว้ในมือไม่มีการวางเม็ด จนกว่าจะทำได้ครบ ๕ เม็ด
การละเล่นต่าง ๆ เหล่านี้ เด็ก ๆจะเลือกเล่นให้เหมาะสมกับเวลาและฤดูกาล ถ้าเป็นหน้าแล้งฝนไม่ตก เด็ก ๆ จะเล่นกันกลางแจ้งตามลานบ้าน หรือสนามโรงเรียน ถ้าเป็นหน้าฝนก็จะเล่นตามใต้ถุนบ้าน
ประโยชน์ที่ได้รับจากการละเล่นแทบทุกชนิด เด็กจะได้เคลื่อนไหวเกือบตลอดเวลา เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพไปด้วย นอกจากนี้ยังฝึกความมีน้ำใจ รู้จักการแบ่งปันรู้จักรอคอย ฝึกวินัยในตนเอง ฝึกให้มีความคิดริเริ่มที่จะประดิษฐ์ของเล่นด้วยตนเองจากวัสดุที่หาได้ใกล้ตัวหรือเป็นของเหลือใช้นับเป็นการช่วยครอบครัวประหยัดได้อีกวิธีหนึ่ง


 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

คณะผู้จัดทำ : กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดตราด
โทร. (039) 511282 , (039) 512081  E-mail : trat@moi.go.th